ผู้ให้บริการระบบอีเมลคุณภาพสำหรับองค์กร บริการ Zimbra Enterprise Email และบริการ Cloud-based Hosting พร้อมบริการสนับสนุนทางเทคนิคแบบครบวงจร
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552
Blogger มืออาชีพ
1.เขียนเรื่องที่คุณรู้เขียนเรื่องราวและบทความให้ไปในทางเดียวกัน มันจะบอกให้ผู้ใช้รู้ว่าเราเป็น Blog ประเภทไหน
2. Update เรื่องที่คนส่วนใหญ่กำลังหามันอยู่เสมอ
3.หัวข้อที่แสดงใช้คำที่น่าสนใจให้มากๆจุดนี้จะทำให้ผู้ใช้สะดุด แล้วถ้าบังเอิญว่าหน้าเว็บดันไปติดหน้าแรกในกูเกิลแล้วละก็มันจะช่วยดึงดูดให้เขาคลิกตามเข้ามาอ่านแทนที่มองข้ามไป
4.เขียนเรื่องที่อยู่ในกระแสแต่เนื้อหาแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร คุณจะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการถูกนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่มีอยู่แล้วว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่จริงหรือใช่กว่า ชั่วข้ามคืนบางทีชื่อคุณอาจจะดังติดหูเหล่า Blogger ได้เลยทีเดียวสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้แรงมาก เพียงแต่ต้องมีไอเดียเจ๋งๆ เท่านั้นเป็นพอ
6.ตรวจแก้ให้ดีก่อนจะตีพิมพ์บันทึก อย่าทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะดุดจากคำผิดนี่บ่อยๆ
7.มีLink สนับสนุนเรื่องที่กำลังเขียนมีแหล่งข้อมูลที่ดีๆมาแบ่งปันให้อยู่เสมอ เมื่อพวกเขานึกถึงเนื้อหาที่เคยเจอในBlog เราเขาจะกลับมาหาเราก่อนเป็นอันดับแรก
8.บอกกับพวกเขาว่าเมื่อเขาเข้ามาที่ Blog จะได้สิ่งไหนกลับไปบ้าง
9. มีการตั้งคำถาม เพื่อที่จะได้รับการสอบถามเพิ่มเติมจากผู้คนที่เข้ามาอ่านบทความ
10. แชร์ข้อมูลที่ดีและแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ เนื้อหาที่เป็นเชิงให้ความรู้มีอยู่ทั่วไป แต่ผู้ใช้ก็ยังอยากได้ข้อมูลดีๆจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนมากกว่า เพราะฉะนั้น เมื่อผู้อ่านได้อ่านเจอเรื่องราว ในรูปแบบเช่นนี้แล้ว จะยิ่งชอบ และนับถือ อนุญาติให้พวกเขานำไปใช้ต่อได้แต่ขอให้ทำลิงค์กลับมาที่เรา หัวใจสำคัญของมันคือเพื่อจะแบ่งปันกับผู้อื่นง่ายที่สุด
11. สร้างให้การเกิดจินตนาการและนำไปใช้ได้ง่าย
12. เปรียบเทียบและวิเคราะห์สิ่งที่กำลังเผยแพร่โดยมีตัวอย่างที่เข้าใจได้ง่าย ผู้ใช้จะรู้สึกและเห็นภาพตามได้ง่าย
13.ใช้ภาษาที่ทุกคนเข้าใจได้ง่ายและเปิดเผยตัวตนอยู่เสมอ ในโลกอินเตอร์เน็ตผู้ใช้ทุกคนเท่ากันหมดภาษาที่ดูง่ายจะทำให้คนรู้สึกเหมือนได้คุยกับเจ้าของจริงๆไม่ได้คุยกับคอมพิวเตอร์ ยิ่งถ้าคุณมีพื้นฐานทางสังคมอยู่แน่นอนละว่าในโลกออนไลน์ไม่ว่าใครก็อยากได้ความรู้ดีๆที่มาจากคุณทั้งนั้นแหละ
14.สร้างแบรนด์ด้วยตัวคุณเองทุกอย่างที่เขียนควรจะมีความเป็นคุณอยู่ในนั้นเสมอ
15.เขียนแล้วต้องประกาศ เมื่อคุณมีอีเมล์ที่เป็นเพื่อนหรือแฟนประจำของคุณอย่าลืมที่บอกพวกเขาทุกครั้งที่มีบทความใหม่หรือมีประโยชน์ เมื่อมันดีเขาจะบอกต่อและทำการกระจายบทความให้กับคุณแทนในเวลาอันรวดเร็วซะด้วย การทำตลาดแบบปากต่อปาก ถือเป็นไวรัสชั้นเยี่ยมที่เหล่าBloggerโหยหาเลยล่ะ
16. ภาพเคลื่อนไหวหรือVDO จะทำให้น่าติดตามมากขึ้น
17.เขียนเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื้องหรือเป็นตอนๆก็ได้ ถ้ามันดีและน่าติดตามคุณจะได้แฟนประจำเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
18.ทุกคำถามจากพวกเขา ถ้าตอบได้ดีและจริงใจ ความน่าเชื่อถือและศรัทราจะตามมาเอง
19.เพื่อนของคุณ 1 คนเขาอาจจะมีเพื่อนหรือเครือข่ายทางอินเตอร์ที่พร้อมจะเปลี่ยนมาเป็นเพื่อนของคุณเองได้อยู่เสมอ
20. อย่าพยายามทำให้บทความดูเป็นการโฆษณาหรือกำลังยัดเยียดสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้กับพวกเขา ไม่
21.บอกถึงตัวเลขและสถิติ ที่ใช้ประกอบในบทความว่าพวกเขาจะไปใช้พวกมันได้จากที่ไหน
22.ทุกการ Update หรือกระจายข่าวสารให้ทุก Social Media ที่คุณมีอยู่อย่าง Twitter, Facebook, Youtobe มีลิงค์กลับมาที่ Blog ของคุณ
22.สุดท้ายทำให้เขาเชื่อว่าเราเป็นกูรูเรื่องนั้นจริงๆ
บทความที่เขียนนี้เน้นการนำไปปรับหรือเลือกใช้จริงบางอย่างเมื่อลองนำไปใช้อาจจะให้ผลดีบ้างไม่มากก็น้อย ลองดูครับ.. ขอให้มีความสุขกับการทำงาน
วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วิธีคิดราคาและความหมายของ CPM, CPA, CPC

หลายๆคนที่เป็นมือใหม่ในการทำ Google Adsense หรือเว็บอื่นๆที่ให้บริการ Affiliate หรือ Ad ปัจจุบันก็มีบริการนี้ออกมากมายคงจะต้องเจอกับคำพวกนี้แน่นอน วันนี้เลยขอนำเสนอถึงความหมายเฉพาะของคำย่อเหล่านี้ว่ามันหมายถึงอะไรกันบ้าง
1. CPM (Cost Per Impression) หรือ (Cost per Thousand, Cost Per Mille)
สำหรับคนลงโฆษณา เวลาที่เขาพูดถึง CPM เช่น CPM = $10 นั้นหมายถึง เมื่อคุณแสดง Ad ของเขาครบ 1000 ครั้ง เขาจะจ่ายเงินให้คุณ $10 หรือคิดง่ายๆก็คือ คุณจะได้เงิน $0.01 เวลา Ad ที่แสดงออกไป 1 ครั้ง (Cost per Impression) สำหรับ M หรือ Mille นั้นในภาษาลาตินหมายถึง 1000 ไม่ต้องงงว่าทำไมถึงใช้ตัวย่อว่า M บางครั้ง Adsense ก็จ่ายเราเป็น CPM เหมือนกัน
2.
ถ้ามองในมุมของคนลงโฆษณาละก็ CPA ดูเหมือนจะคุ้มที่สุด เพราะเขาไม่ต้องเสียเงินไปฟรีๆ เพื่อให้แสดง Ad เพียงอย่างเดียว เพราะว่า CPA จะจ่ายเงินต่อเมื่อมี Action หรือการกระทำอะไรสักอย่าง ตามแต่ที่คนลงโฆษณากำหนด เช่น กรอกแบบฟอร์ม, สมัครสมาชิก, ซื้อสินค้า ฯลฯ แล้วค่อยจ่ายเงินให้กับเรา
เช่น CPA = $10 เมื่อ User สมัครสมาชิก ก็หมายถึงเมื่อมีลูกค้าเห็น Ad แล้วคลิ๊กเข้ามา แล้วกรอกข้อมูลสมัครสมาชิก คุณก็จะได้ $10 (ถึงแม้ว่าคุณจะแสดง Ad เขาไปเป็นหมื่นๆครั้งแล้วก็ตาม)
3.
อันนี้ดูเราจะคุ้นเคยกันที่สุด ตรงตัวเลย จ่ายทุกๆครั้งที่มีการคลิ๊ก CPC = $0.10 ก็หมายถึง ทุกๆ 1 คลิ๊กดูโฆษณา เราได้เงิน $0.10 (ถ้าเป็นมุมมองคนลงโฆษณา ก็เสียเงิน $0.10 ทุกๆ 1 Click)
4. Impression
หมายถึงจำนวนครั้งที่เห็นโฆษณา 1000 Impression ก็หมายถึงคนเห็นโฆษณา 1000 ครั้ง ถ้า Cost per Impression ก็คือเอา CPM มาหารด้วย 1000
5. Lead
per Lead มีความหมายเหมือน per Action จ่ายเงินเมื่อคุณนำคนเขาไปทำตามที่คนลงโฆษณากำหนด เช่นกรอกแบบฟอร์ม กรอกที่อยู่ แต่บางทีอาจจะมีเงื่อนไขเพิ่มว่า ข้อมูลของลูกค้าที่เขาได้ไป ต้องผ่านการตรวจสอบว่าสามารถเป็นลูกค้าได้จริง (พวกสมัครบัตรเครดิตมักออกข้อกำหนดแบบนี้ เพื่อกรองให้ได้แต่ลูกค้าจริงๆ บางทีเราส่งลูกค้าไป 10 คน อาจจะผ่านได้เงินแค่คนเดียวก็เป็นไปได้)
วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
Matter Box

Matter Box เป็นกลยุทธ์สื่อสารการตลาดรูปแบบใหม่ ที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก และมีการพูดถึงกันมากที่สุดในขณะนี้ Matter Box เป็นการโฆษณาและการนำเสนอสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ โดยจะจัดส่งตรงถึงหน้าบ้านฟรี ความสำเร็จของ Matter Box วัดได้จากแค่เพียง 2 อาทิตย์หลังจากที่ทาง Website ของ Royal Mail ได้เปิดตัว Matter Box มีผู้สนใจลงทะเบียนขอรับ Matter Box กว่า 60,000 คนเลยทีเดียว ด้วยกระแสความนิยม และการบอกเล่าปากต่อปาก ทำให้ Matter Box ได้ถูกเขียนลง Web Blog , Website และอีกมากมายที่ถูก Upload ลงใน Youtube
Matter Box เป็นกล่องพัสดุที่ออกถูกออกแบบอย่างสวยงาม ภายในกล่องจะประกอบไปด้วยตัวอย่างสินค้าที่น่าสนใจ โดยบางอย่างมาในรูปแบบสินค้าขนาดทดลอง ของเล่น ของที่ระลึก และคำอธิบายสินค้าภายในกล่อง Matter Box เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทต่างๆ ที่ต้องการจะโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตนเอง โดยจะให้ทาง Royal Mail หรือไปรษณีย์ของประเทศอังกฤษ เป็นผู้ส่งกล่อง Matter Box โดยทางบริษัทจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง Matter Box ให้แก่ผู้ที่สนใจ และบริษัท Artomatic เป็นผู้ออกแบบกล่อง จัดพิมพ์กล่อง และรูปแบบโฆษณาบนตัวกล่อง
Matter Box นี้ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่จะทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น โดยทุกคนสามารถรับ Matter Box ได้ โดยลงทะเบียนผ่าน Website โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและข้อผูกพันใดๆ อีกทั้งยังสามารถยกเลิกการรับ Matter Box ได้ถ้าไม่พอใจอีกด้วย และได้มีการวางรูปแบบสำหรับในอนาคตไว้ด้วย โดยในอนาคตลูกค้าแต่ละคนจะได้รับตัวอย่างสินค้าภายในกล่องไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความสนใจของลูกค้าแต่ละคน ที่ได้ระบุไว้ในตอนที่ลงทะเบียนขอรับ Matter Box และบริษัทที่อยู่ในโครงการนี้สามารถระบุได้ว่าต้องการกลุ่มลูกค้ากลุ่มไหนในการแจกตัวอย่างสินค้าอีกด้วย
Source: Positioning Magazine ฉบับเดือน เม.ย. 52 โดย สุภานันต์ จึงนิจนิรันดร์
วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
10 กลยุทธ์การตลาดแบบงบจำกัด

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
Social Media กับอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค
ทุกวันนี้อาจกล่าวได้ว่า Social Media คือกระแสความนิยมอย่างกว้างขวาง และใน 2551 ที่ผ่านมา Social Media ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า Social Media ไม่ได้จำกัดวงอยู่เฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น แต่นักธุรกิจและมืออาชีพแขนงต่างๆ ได้หันไปใช้ Social Media มากขึ้น ทำให้ Social Media กลายมาเป็นสื่อในสังคมออนไลน์ที่มีอิทธิพลอย่างมาก จากรายงาน The Wave 3 Report ของ Universal Maccan แสดงว่า Social Media เป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อแบรนด์และ ภาพลักษณ์ขององค์กรธุรกิจอย่างมาก เพราะผู้ใช้สื่อ Social Media นิยมโพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และ แบรนด์ ผ่านบล็อก หรือ ในกลุ่มสังคมออนไลน์ของตน นอกจากนี้การวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้อินเตอร์เน็ต มีทัศนคติในเชิงบวกต่อบริษัทหรือองค์กรที่สร้างบล็อกเป็นของตนเอง

จากบรรดาสื่อต่างที่ใช้ในกลุ่มสังคมออนไลน์นั้นตามรายงานของ Universal McCann พบว่า วิดีโอออนไลน์ได้รับความนิยมเป็อันดับหนึ่ง โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้งานวิดีโอออนไลน์ถึง 394 ล้านราย ในขณะที่ 346 ล้านรายอ่านบล็อก 321 ล้านรายอ่านบล็อกส่วนบุคคล 307 ล้านรายเข้าเยี่ยมชมกลุ่มสังคมของเพื่อนฝูง และ 303 ล้านรายส่งต่อหรือแบ่งปันวิดีโอคลิปออนไลน์ พัฒนาการที่รวดเร็วของ Social Media ส่งผลให้การสร้างบล็อก การส่งต่อรูปภาพ หรือ วิดีโอคลิป เป็นเรื่องปกติ และ ทุกวันนี้ นักการเมือง บุคคลที่มีชื่อเสียง แบรนด์ต่างๆ หรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัวต่างก็มีกลุ่มหรือสื่อ Social Media ของตนเอง ด้วยเหตุนี้สื่อรุ่นเก่าจึงต้องเร่งปรับตัวและหันมาพึ่งใช้ Social Media เป็นช่องทางเสริมในการกระจายเนื้อหาหรือข่าวสารของตน เมื่อพิจารณาจากรายงาน 20 อันดับ Social Media ยอดฮิตของโลก ที่ ComScore ทำไว้ พบว่า Bloger ยังคงความเป็นผู้นำด้วยยอดผู้เข้าใช้ว่า 222 ล้านรายทั่วโลกในเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตามมาด้วย Facebook ที่ไล่มาติดๆ และแรงสุดๆ ด้วยจำนวนผู้ใช้ 200 ล้านราย ส่วนอันดับต่อมาคือ MySpace ด้วยยอดผู้ใช้ 126 ล้านราย Wordpress 114 ล้านราย Windows Live Spaces 87 ล้านราย ส่วนอันดับ 6-10 ได้แก่ Yahoo Geocities (69 ล้านราย) Flickr (64 ล้านราย) hi5 (58 ล้านราย) Orkut (46 ล้านราย) และ Six Apart (46 ล้านราย) ที่น่าแปลกใจก็คือตลาดเอเชีย เป็นตลาดที่มีการเติบโตของ Social Media สูงกว่าทวีปอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศจีน นั้นถือเป็นสังคมบล็อกเกอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยยอดผู้ใช้กว่า 42 ล้านราย มากกว่ายุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริการวมกันเสียอีก มร. แบรี่ เฮิร์ด จาก 123 Social Media.com เชื่อว่าปัจจัยที่ผลักดันให้ Social Media เติบโตอย่างรวดเร็วนั้นเป็นเพราะความง่ายในการเข้าถึงสื่ออินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ขณะเดียวกันก็ยังเป็นผลมาจาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้าน Social Media และเทคโนโลยีไร้สาย อาทิ โทรศัพท์เคลื่อนที่ PDAs หรือเครื่องเล่นเกมส์แบบพกพาต่างๆ ผลจากการศึกษายังพบด้วยว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเข้าร่วมในสังคมเครือข่ายโดยเฉลี่ย 3-5 เครือข่าย ดังนั้นนักธุรกิจรายใดที่คิดว่า “ธุรกิจของฉันไม่ได้เน้นด้านออนไลน์” อาจจะต้องคิดใหม่ เพราะ ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเกี่ยวข้องกับระบบออนไลน์หรือไม่ก็ตาม แต่ธุรกิจของคุณจะเกี่ยวพันกับเครือข่ายในสังคมออนไลน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะลูกค้าของคุณ คู่ค้าของคุณ แม้แต่เพื่อนฝูง หรือ คนในองค์กรของคุณได้เข้าไปมีบทบาทหรือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสังคมออนไลน์ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่การสนทนาในบางครั้งอาจจะโยงใยเข้ามาถึงธุรกิจของคุณได้ นั่นหมายถึงว่า บริษัทที่ไม่ได้พิจารณา หรือ ผนวก Social Media ไว้เป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ หรือ แผนการตลาดรวม กำลังเสียโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าไปอย่างน่าเสียดาย จากการวิจัยร่วมระหว่าง
อึกตัวอย่างที่น่าสนใจคือกรณีของ IBM ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้าจับกระแส Social Media ฟีเว่อร์ได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ แทนที่ IBM จะสร้างบล็อกขึ้นมาเพียงหนึ่งบล็อกเหมือนบริษัททัวไป IBM กลับสร้างเครือข่ายของบล็อกขึ้นโดยเปิดโอกาสให้พนักงานของตน ที่ต่างก็เป็นยอดฝีมือในแวดวงคอมพิวเตอร์ สร้างบล็อกของตัวเองขึ้นมา เขียนเล่าถึงประสบการณ์ ถึงงานที่กำลังทำ หรือเรื่องอะไรก็ได้ตามใจชอบ ผลที่ตามมาคือบล็อก IBMer ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยง IBM เข้ากับกลุ่มลูกค้า อีกทั้งยังเป็นเครื่องแสดงเจตนารมณ์ที่บริษัทมีต่ออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ได้เป็นอย่างดี
“ถึงแม้ Social Media จะเป็นสื่อยอดนิยม แต่ต้องไม่ลืมว่า Social Media Marketing ยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ และ เป็นเรื่องที่นักการตลาดยังต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
7เคล็ดลับการทำการตลาดผ่าน Viral Marketing
การทำตลาดแบบ Viral Marketing จะทำให้แคมเปญการตลาดของคุณมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีด้วยตัวของมันเอง แล้วหลังจากนั้นก็จะเริ่มลุกลามไปเรื่อยๆ เหมือนกับไวรัส ด้วยการที่คุณส่งแคมเปญการตลาดที่สุดแสนจะฮา ขำ กลิ้ง หรือไม่ก็น่าสนใจสุดๆ ต่อไปให้กับเพื่อนๆ ในลิสต์รายชื่ออีเมลของคุณเพื่อให้ได้ร่วมดื่มด่ำกับสารพัดอารมณ์ที่คุณได้รับต่อๆ กันไป และเมื่อเกิดการส่งต่อๆ กันไปมากขึ้นก็จะเริ่มมีคนเรียกร้องต้องการรับชมแคมเปญโฆษณานั้นที่คุณสร้างขึ้นมา เพื่อจะได้รู้ว่ามันเจ๋งแค่ไหน เป็นอย่างที่เสียงลือ เสียงเล่าอ้างที่ใครๆ กล่าวขวัญกันถึงหรือเปล่า ซึ่งเมื่อพวกเขาได้รับชม ได้สัมผัสแล้ว ก็จะส่งต่อๆ ไปยังคนอื่นๆ อีก ทำให้แคมเปญการตลาดที่คุณสร้างขึ้นมานั้นถูกกระจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

แต่จะทำอย่างไร?
นี่เป็นเคล็ดลับที่ใช้กันส่วนใหญ่ในการทำ Viral Marketing
1.ทำให้คนดูรู้สึกอะไรบางอย่าง
เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดก็คือ การสร้างให้โฆษณาชิ้นนั้นมีการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจน รุนแรง การนำเสนอจะต้องให้ผู้ชมสามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้เป็นคำพูด สามารถตัดสินสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาได้ว่าต้องการสื่ออารมณ์แบบไหนออกมา
โฆษณาของคุณอาจจะทำให้คนรู้สึกรักหรือเกลียด มีความสุข หรือกำลังโกรธอย่างไร้เหตุผล ไร้สาระ งี่เง่า หรือว่าดูฉลาดหลักแหลมอัจฉริยะเหลือหลาย น่าสงสาร น่าเวทนา หรือให้ความรู้สึกน่าเกลียด เห็นแก่ตัว แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณต้องการให้คนดูได้รู้สึกไปกับโฆษณาของคุณก็คือความรู้สึกตื่นเต้นที่ถูกสูบฉีดขึ้นมาในกระแสเลือด เมื่อได้รับชมโฆษณา
อย่าลืมว่าสิ่งที่คุณทำขึ้นมา โฆษณาที่พยายามคิดค้นขึ้นมาไม่ได้ทำขึ้นเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ แต่จงพยายามทำให้เป็นกลางที่สุด สามารถเข้าถึงได้หลายกลุ่มเป้าหมาย หรือทำให้มีคนที่ไม่เห็นด้วย ไม่ชอบกับสิ่งที่คุณนำเสนอน้อยที่สุด เพราะการทำการตลาดแบบ Viral Marketing นั้น เป็นการทำการตลาดที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ของผู้ชม 100%
2.ทำบางอย่างที่เหนือความคาดหมาย
ถ้าคุณต้องการให้คนสนใจแคมเปญการตลาดของคุณ ก็จะต้องทำอะไรบางสิ่งที่ให้ดูแตกต่าง บางสิ่งที่เหนือกว่าความคาดหมาย ลืมไปได้เลยว่าคุณกำลังจะโปรโมตสินค้าให้ดูยอดเยี่ยมแค่ไหน เพราะทุกคนคิดอย่างนี้อยู่แล้ว และจงลืมไปด้วยว่าคุณจะทำให้มันดูเจ๋งสุดๆ ไปได้เลย เพราะว่าทุกๆ คนก็คิดทำสิ่งเหล่านี้อยู่เหมือนกัน แต่คุณควรจะคิดในสิ่งที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ไม่ใช่สิ่งที่ธรรมดาๆ ที่พบเห็นกันทั่วไป ไม่ใช่แนวทางเดิมๆ ที่ใครๆ ก็คิดกัน ลองกลับมุมมองแล้วคิดให้แตกต่างไปจากสิ่งเดิมๆ ที่เคยเห็น ที่เคยเป็น ถึงแม้ว่าผู้ชายจะไม่สามารถคลอดลูกได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย แต่ในขณะเดียวกันไอเดียพวกนี้ก็ทรงประสิทธิภาพมากๆ เมื่อนำมาใช้กับการทำโฆษณาแบบ Viral Advertisements และเหนือสิ่งอื่นใด ไม่เคยมีใครหลับหูหลับตาเลียนแบบคนอื่นอย่างไม่ลืมหูลืมตากันหรอก เพราะมันดูไม่มีกึ๋นเอาซะเลย
3.อย่าพยายามทำให้ดูเป็นการโฆษณา
ความผิดพลาดอย่างมหันต์อย่างที่ไม่น่าให้อภัยในการทำแคมเปญโฆษณาแบบ Viral Marketing ก็คือ คุณคิดว่าจะทำให้มันเป็นแค่โฆษณาที่มีคนแชร์กันดูและส่งต่อๆ กันไป ขอบอกว่าคุณคิดผิดอย่างถนัด เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แม้ว่าการทำโฆษณาในแบบดั้งเดิมจะเป็นแค่การโปรโมตสินค้าอะไรสักอย่างที่คุณต้องการจะโฆษณา โชว์ให้เห็นว่ามันดีอย่างไร แล้วก็นำสินค้าตัวนั้นไปวางหน้าร้านหรือไม่ก็กลางเวที ดูๆ ไปแล้วก็แสนจะเชย เป็นรูปแบบเดิมๆ ที่ใช้กันมานานจนคร่ำครึ ซึ่งส่วนใหญ่โฆษณาแบบดั้งเดิมพวกนี้ก็จะใช้ซูเปอร์สตาร์ ดาราหนัง นางแบบมาเป็นคนแสดงโฆษณาทั้งนั้น แต่พระเจ้าช่วย คุณเดาอะไรได้อย่างหนึ่งไหม? ไม่มีใครสนใจสินค้าของคุณหรอก ใครๆ เขาก็จ้องดารากันทั้งนั้นแหละ Viral Marketing คือการนำเสนอเรื่องราวที่ดีๆ ดูอย่าง BMW ตอนที่ทำหนังโฆษณาของ BMW ออกมา หัวใจหลักของหนังโฆษณาไม่ได้เกี่ยวกับรถเลย แต่เป็นเรื่องราว ซึ่งก็เป็นโฆษณาที่ดูเยี่ยมยอดทีเดียว หรืออย่าง Sony ที่ทำโฆษณาทีวี Bravia ออกมา แม้จะเป็นสินค้าที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน แต่ก็ไม่มีใครที่จะจำมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเทรนด์ใหม่ของการทำโฆษณาไม่จำเป็นต้องใช้ตัวสินค้าเป็นเครื่องมือในการนำเสนอเสมอไป เพราะฉะนั้นจงลืมอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นตัวคุณ สินค้าของคุณ หรือแม้แต่บริษัทของคุณ แต่จงมุ่งเป้าให้ความสนใจไปที่การสร้างสรรค์เรื่องราวที่ดีและน่าสนใจ แน่นอนว่าคุณสามารถนำสินค้าเข้าไปผสมผสานร่วมกันได้ แต่ต้องไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวใจหลักของการคิดเรื่องราวเพื่อทำโฆษณา
4. มีเรื่องราวที่ต่อเนื่อง
ถ้าคนที่เพิ่งจะเคยเห็นแคมเปญโฆษณาของคุณ พวกเขาก็จะคิดว่ามันน่าสนใจดี เหนือความคาดหมาย และแน่นอนว่าอารมณ์ของคนดูจะฉีดพุ่งขึ้นไปอีกระดับ เพราะมันมีการลุ้นให้ติดตามตอนต่อไป ซึ่งคุณเองก็ควรจะเอาใจใส่ที่จะทำโฆษณาตอนต่อไปออกมาเรื่อยๆ เพื่อให้มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง แล้วตอนนี้คุณทำอะไรอยู่? ถ้าคุณชอบที่จะทำเหมือนกับบริษัททั่วๆ ไป คุณก็คงจะทำอะไรที่ดูธรรมดา ไม่มีอะไรที่น่าสนใจ น่าดึงดูด ซึ่งนั่นเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงทีเดียว เมื่อคุณทำให้คนดูสนใจ อยากติดตามหนังที่คุณสร้างขึ้นมาแล้วก็ต้องเอาใจใส่ดูแลทำออกมาให้ดี ไม่ใช่แค่ทำๆ ออกมาให้มันจบๆ ไป แต่หนังที่สร้างมันต้องมีเรื่องราวที่ดี น่าติดตามด้วย ซึ่งทางหนึ่งที่คุณจะทำได้ก็คือ การทำให้มากกว่าหนังปกติ มีภาคต่อเนื่อง ซึ่งก็ทำได้หลายแบบ เช่น
- ทำให้เป็นหนังที่ดูพิเศษกว่าปกติ มีคอนเซ็ปต์ที่คิดขึ้นมาเป็นรายแรก เหมือนกับหนังฟิล์มของ BMW และ Nissan ที่ทำขึ้นมา
- นำเสนอในแนวของเบื้องหลังการถ่ายทำ
- ให้คนดูจับผิด หรือหาจุดที่คนทำหนังปล่อยไก่ออกมา ให้ดูคล้ายๆ กับเป็นภาพหลุด
- สร้าง Blog เกี่ยวกับขั้นตอนการถ่ายทำ เหมือนกับที่ Nissan ทำมาแล้ว
- เนื้อหามีความพิเศษ ดึงดูดใจ
- หรือจะนำเสนอทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็ไม่ว่ากัน
ที่สำคัญ อย่าสร้างหนังโฆษณาที่ปล่อยให้คนดูยืนดูเฉยๆ โดยที่ไม่ได้อะไรกลับไป แล้วก็อย่าลืมนับถอยหลังวันที่จะเผยแพร่โฆษณาชิ้นนั้น เช่น ภาพยนตร์ภาคต่อไปจะฉายในทุกๆ 2 สัปดาห์ เป็นต้น
5. เปิดให้แชร์ ดาวน์โหลด และเอาไปโชว์บนเว็บไซต์อื่นๆ ได้
การแชร์ คือหัวใจของการทำ Viral Marketing เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพยายามรังสรรค์ขึ้นมานั้นจะต้องทำให้แคมเปญโฆษณาชิ้นนั้นส่งต่อๆ กันไป เพื่อแบ่งปันกับผู้อื่นง่ายที่สุด นั่นหมายความว่า คุณต้องอนุญาตให้ผู้ชมทำสิ่งเหล่านี้ได้ นั่นคือ
- ดาวน์โหลดคอนเท็นต์ในรูปแบบไฟล์ทั่วๆ ไปที่ใช้กัน เช่น ไฟล์รูปภาพในรูปแบบของ JPG, ไฟล์วิดีโอในรูปแบบของ MPG เป็นต้น
- ต้องทำให้คนดูสามารถนำคอนเท็นต์ที่คุณสร้างขึ้นมาไปโพสต์บนเว็บไซต์ของเขาได้ ซึ่งขนาดของไฟล์ก็มีความสำคัญ เพราะถ้าใหญ่เกินไปก็ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำไม่สามารถเปิดดูผ่านออนไลน์ได้
- ยอมให้ส่งต่อไปยังเพื่อนหรือผู้อื่น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะส่งเป็นลิงก์ไปให้ หรือจะให้ส่งคอนเท็นต์นั้นไปยังผู้อื่นโดยตรงก็ได้
- นำไปโพสต์ไว้หลายๆ เว็บไซต์ เช่น Digg.com, YouTube.com เป็นต้น
- อนุญาตให้ผู้ชม Add เว็บไซต์นั้นเข้าไปใน Bookmark ของเขาเอง
Note : คุณสามารถทำให้ง่ายขึ้นได้ ด้วยการสร้างไอคอน “share me”, “dig this” หรืออะไรก็แล้วแต่ให้ผู้ชมรู้ว่าเป็นการส่งไปต่อไปยังคนอื่นขึ้นมา
6.สร้างความสัมพันธ์ด้วยความคิดเห็น
ส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของการทำ Viral Marketing คือการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชม จงจำไว้ว่าเมื่อคุณได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ชม พวกเขาก็จะเริ่มตื่นเต้น และแน่นอนว่าต้องมีการพูดคุยกัน วิจารณ์สิ่งที่ได้ชมในเรื่องเดียวกัน ซึ่งความคิดเห็นต่างๆ เป็นสิ่งที่มีพลังอย่างมาก ยิ่งมีคนพูดถึงมากเท่าไร ย่อมหมายถึงมีคนให้ความสนใจมากเท่านั้นจงทำให้แคมเปญโฆษณาแบบ Viral Marketing ของคุณเข้าไปอยู่ในใจของคนดู ด้วยการสร้างอารมณ์ของเนื้อเรื่องให้มีความชัดเจน มีความน่าจดจำ ตราตรึงติดอยู่ในสมอง ในจิตใจของคนดู นั่นหมายความว่าคุณต้องทำให้คนดูชอบโฆษณานั้นจริงๆ จังๆ หรือไม่ก็ทำให้คนรู้สึกแย่มากๆ จะได้พูดถึงกันไปปากต่อปาก กระจายข่าวกันอย่างรวดเร็ว ซึ่งคุณจะต้องทำใจยอมรับความคิดเห็นทั้งดีและไม่ดีที่จะเกิดขึ้น และจะต้องต้อนรับทุกความคิดเห็นที่เข้ามา แต่ในเวลาเดียวกัน คุณก็ต้องศึกษา คาดการณ์ล่วงหน้า และตั้งรับกับสงครามการต่อต้านจากผู้ชม รวมทั้งคู่แข่งของคุณด้วยจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นความผิดบาปอะไรนักหนาถ้าคุณจะลบความคิดเห็นของคนที่ตั้งใจเข้ามาโจมตีคุณทิ้งไปบ้าง แต่ในขณะเดียวกันคุณจะผิดและบาปอย่างมากถ้าคุณลบความคิดเห็นของคนที่แค่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำ หรือมีความคิดในทางด้านลบกับโฆษณาของคุณที่สร้างขึ้นมา การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้นหมายถึงการส่งความคิดเห็นกลับมา ดังนั้นอย่าใส่ความคิดเห็นลงไปถ้าคุณไม่ต้องการที่จะให้ใครมาสร้างสัมพันธ์กับตัวคุณ
7.อย่าจำกัดการเข้าชมเด็ดขาด
Viral Marketing เป็นการสร้างแคมเปญการตลาดที่ทำให้มันมีชีวิตด้วยตัวเอง เหมือนกับการทำงานของไวรัส ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่า Viral เป็นคำ Adjective มีความหมายว่า เกี่ยวกับ หรือเกิดจากเชื้อไวรัส (Virus) ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่รูปแบบการทำงานในแบบ Viral Marketing จะเหมือนกับไวรัสที่ต้องการอิสระ เพื่อส่งต่อไปยังผู้อื่นได้ง่ายๆ เพียงแต่ไม่มีอันตราย หรือน่ารังเกียจเหมือนกับไวรัสเท่านั้นเอง
ดังนั้นเพื่อให้การเข้าชมเป็นไปอย่างไร้ขอบเขต ไม่ถูกจำกัด จึงต้อง
- อย่าให้ผู้ชมลงทะเบียน
- ไม่ต้องสมัครสมาชิก
- ไม่ต้องดาวน์โหลดด้วยซอฟต์แวร์พิเศษ
- ไม่มีการล็อกรหัส
- ไม่ต้องทำอะไรก็ตามเพื่อให้ได้ลิงก์โฆษณาที่ถูกต้องมา
การทำโฆษณาแบบ Viral Marketing นั้น ไม่ต้องการให้งานโฆษณาดูลึกลับ หรือถูกเก็บเป็นความลับ แต่ต้องการให้ทุกคนได้เห็นได้รับชมกันอย่างถ้วนหน้า
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
Google เปิด free music download ในจีน

จะมีใครกล้าเหมือน Google บ้าง ที่กล้าเปิดดาวน์โหลดเพลงแบบถูกลิขสิทธิ์และไม่คิดค่าใช้จ่าย ‘free free’ ทุกวันนี้ทั้งเจ้าของค่ายเพลง และเว็บที่ให้บริการโหลดเพลงฟรีแบบไม่ถูกลิขสิทธิ์ ยังแทบเอาตัวไม่รอด ไม่ว่าจะเป็น Imeem, Esnips และแม้กระทั่งเจ้าของค่ายเพลงอย่าง Warner Music, Universal Music และค่ายอื่นๆ ต่างคนต่างยังคงฟ้องกันไปฟ้องกันมาไม่จบสิ้นกับการละเมิดสิทธิ์เพลงออนไลน์ และยังปวดหัวเรื่องหา Business/Revenue model บนโลกออนไลน์กันอีก
แต่อยู่ดีๆ Google กลับเปิดให้ดาวน์โหลดแบบฟรีแถมเพลงยังมีลิขสิทธิ์อีกด้วย แต่น่าผิดหวังเล็กน้อย เมื่อทราบข่าวว่าแท้ที่จริงแล้ว Google ทำเช่นนี้เพียงต้องการขึ้นแท่นเบียดเว็บไซต์อันดับหนึ่งอย่าง Baidu.com เท่านั้นเอง เนื่องจากที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ Baidu.com เป็นเว็บท้องถิ่นที่อยู่อันดับหนึ่งของจีนมาโดยตลอด ทำให้ Google ต้องหากลยุทธ์เติมเต็มบริการที่ขาดหาย ซึ่งก็คือ บริการดาวน์โหลดเพลง
แนวคิดของ Google
Lee Kai-Fu กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของแนวคิดการเปิดให้บริการดาวน์โหลดเพลงฟรีว่า สาเหตุที่ทำให้ Google ไม่สามารถครองส่วนแบ่งหลักในตลาดค้นหาข้อมูลออนไลน์ของประเทศจีน คือการไม่มีบริการดาวน์โหลดเพลง สิ่งที่กูเกิลทำจึงเป็นการเพิ่มส่วนที่หายไปลงในกลยุทธ์ของกูเกิล เพื่อหาทางล้มแชมป์แดนมังกรอย่าง Baidu.com
“เราเปิดให้บริการดาวน์โหลเพลงถูกกฎหมาย คุณภาพสูง และฟรีแล้วในขณะนี้ ที่ผ่านมาเรายังขาดบริการอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเราไม่มีเพลง” ลีให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมา
บริการดาวน์โหลดเพลงฟรีของ Google มีเพลงที่ถูกลิขสิทธิ์กว่า 350,000 เพลงทั้งจากศิลปินจีนและต่างชาติ อย่าง Sony Music, EMI, Warner Music และ Universal Music ก็รวมอยู่ในบริการนี้ด้วย
ความเห็นจากเจ้าของค่ายเพลง
“นี่คือความพยายามอย่างจริงจังครั้งแรกในการเริ่มต้นเปิดตลาดออนไลน์ในประเทศจีน ผมไม่สามารถประมาณว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มีความสำคัญเพียงไร” ลาชี รูเธอร์ฟอร์ด (Lachie Rutherford) ประธานวอร์เนอร์มิวสิกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประธานกลุ่ม International Federation of the Phonographic Industry หรือ IFPI ภูมิภาคเอเชียกล่าว โดย IFPI เคยออกมาให้ข้อมูลเมื่อปีที่แล้วว่า ไฟล์เพลงที่ถูกเผยแพร่ในประเทศจีนกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นไฟล์เพลงผิดกฏหมาย ขณะที่ตลาดเพลงถูกกฏหมายของจีนมีมูลค่าเพียง 76 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายเพลงทั่วโลกด้วยซ้ำ
นอกจากเชื่อว่าของดีและฟรีจะสามารถลดการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงออนไลน์ได้ ความพิเศษของบริการเพลงออนไลน์ของ Google ยังอยู่ที่ผู้ใช้สามารถสืบค้นประเภทแนวเพลงได้นอกเหนือจากการสืบค้นตามชื่อเพลงและชื่อศิลปินได้ด้วย
คำถามต่อไป คือ แล้ว Google ไม่คิดจะมีบริการแบบนี้ในประเทศไทยบ้างหรือ (i am looking forward to he he)
