วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Zimbra Collaborate Suite

Zimbra เป็นระบบ EMail Server ที่ได้รับรางวัล webmail user interface ยอดเยี่ยมหลายปีซ้อน ล่าสุด Zimbra ยังคว้า 2 รางวัล คือรางวัล Best Collaboration Solution และรางวัล Best Communication Solution จาก CODiE Awards 2009 นอกจากจะมีหน้าตาการใช้งานที่สวยงามแล้ว Zimbra ยังประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นการทำงานที่ครอบคลุม และตอบสนองกับความต้องการของผู้ใช้งาน

ปัจจุบันหน่วยงานชั้นนำของโลกหลายแห่งเลือก Zimbra เป็นอีเมล์เซิร์ฟเวอร์หลักขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย
stanford.edu, umassd.edu, washcoll.edu และ UCLA หรือจอร์เจียเทค บางหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และองค์กรธุรกิจชั้นนำหลายแห่ง ผู้ใช้งาน Zimbra มากกว่า 30,000 องค์กร และผู้ใช้งานกว่า 55 ล้านเมล์จากทั่วโลกต่างยกนิ้วให้ Zimbra Collaboration Suite เป็นหนึ่งในสุดยอดระบบอีเมล์คุณภาพของยุคนี้

ต้องการข้อมูลเพิ่มเิติมสามารถติดต่อ
บริษัท เซิรฟเวอร์ทูเดย์ (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 02-874-3800~2

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เว็บสำเร็จรูปที่ดี ต้องมีอะไรบ้าง

      เว็บสำเร็จรูป คือ โปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมา เพื่อให้ผู้ใช้งาน สามารถปรับแต่ง และสร้างเว็บไซต์ ของตนเองขึ้นมา ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องมีความรู้อะไรมากนักในการเขียนเว็บไซต์ และไม่ต้องมีความรู้เรื่อง Code ต่างๆเกี่ยวกับ ภาษาที่ใช้ในการเขียนเว็บไซต์เลย

เว็บสำเร็จรูปที่ดี ควรมีอะไรบ้าง ปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง

- ปรับเปลี่ยนรูปภาพส่วนบน (Header)
- เลือก Themes ตามความต้องการ
- เปลี่ยนภาพพื้นหลัง (BackGround)
- เปลี่ยนโลโก้ของเว็บไซต์
- เพิ่ม Page หรือ หน้าเว็บไซต์ได้ไม่จำกัด
- แก้ไข Title ของเว็บไซต์ได้
- แก้ไข Footer ได้ตามต้องการ
- จัดการเมนูด้านข้าง (Side Bar)
- จัดการป้ายโฆษณา (Banner)
- จัดการหน้าติดต่อเราเว็บ ลงข้อมูล ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ E-Mail
- ระบบปฏิทินกิจกรรม ภายในระบบเว็บสำเร็จรูปสามารถลงกำหนดการและแสดงรายละเอียดการ
ทำกิจกรรมต่างๆขององค์กรตาม เวลา วัน เดือน ปี
- จัดการเนื้อหาภายในเว็บไซต์ ปรับปรุง แก้ไข เพิ่ม ลบ เนื้อหา ที่เป็นตัวอักษรบนหน้าเว็บสำเร็จรูปได้เอง
- สามารถปรับปรุง แก้ไข เพิ่ม ลบ เนื้อหา รูปภาพ ภายในกระดานสนทนา (WebBoard)
- จัดการระบบในระบบ จัดการ ปรับปรุง แก้ไข ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของสมาชิก
- เก็บสถิติผู้เข้าเว็บไซต์ สามารถจัดเก็บและแสดงผลผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้เต็มรูปแบบ
- หากเป็นเว็บสำหรับค้าขาย ควรมีระบบ Shopping Cart
- พื้นฐานภายในและ Code ในเว็บสำเร็จรูป ต้องรองรับและเอื้ออำนวยกับ การทำ SEO (Search Engine Optimization)

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คุณสมบัติ Wacom Bamboo Fun Pen & Touch


Wacom Bamboo Fun Pen & Touch ได้นำเทคโนโลยีระบบ touch เข้ามาใส่ไว้ด้วย ซึ่งเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Reversing Ramped Field Capacitive หรือ RRFC ซึ่งตัว RRFC และสิ่งที่ทำให้ Wacom แตกต่างจากค่ายอื่นคือ Glass Sensor ซึ่งคู่กับชิ้นส่วน ASIC เป็นชิ้นส่วนที่ใช้กับ Pen Tablet ของตนเองเท่านั้น และการทำงานเกือบทั้งหมดนั้นเป็นระบบ Digital ด้วย







ข้อดีของเทคโนโลยี RRFC คือ

-  สามารถใช้งานกับอุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่ได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีความจำเป็นต้อง ต่อสายกราวด์ หรือขั้วลบ (ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีส่วนใดในร่างกายสัมผัสพื้นเพื่อให้ตัวเองเป็นกราวด์) รวมทั้งการสลับจากการใช้ไฟจากแบตเตอรี่เป็นไฟกระแสสลับทั่วไป การcalibrate ก็ยังคงเสถียรอยู่ไม่ผิดเพี้ยนใดๆ

-  ไม่ต้อง calibrate บ่อย ๆ เพราะที่มุมของอุปกรณ์จะมีวงจร Analog คอยตรวจสอบอยู่ ถ้าตรวจจับได้ว่าผิดเพี้ยน RRFC จะทำการปรับตั้งให้เอง ทำให้ตลอดอายุการใช้งาน Wacom รับประกันว่า แทบจะไม่ต้อง calibrate เลย

-  แผ่น Sensor ความแม่นยำอยู่ที่ ± 2mm ทั่วทั้งแผ่น แม้กระทั่งส่วนขอบ ทำให้ความแม่นยำไม่ลดลงแม้ส่วนขอบ

-  ทนต่อ noise และสัญญาณรบกวน ทำให้ไม่ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้

-  สามารถใช้ร่วมกับ Pen Tablet ได้


Wacom Bamboo Fun Pen & Touch
ตัวใหม่ได้ปรับปรุงความสามารถอื่นๆเพิ่มขึ้นจากตัวเดิมอีกมากมาย

-  ขนาด Tablet ที่บางกว่าเดิม
-  ได้ย้ายตำแหน่งปุ่ม ExpressKeys จากด้านบนเป็นทางด้านข้างแทน เพื่อง่ายต่อการใช้งาน
-  Lay out ของตัว Tablet รองรับทั้งคนถนัดซ้ายและขวา เพียงพลิกตัว Tablet กลับด้านซ้าย - ขวา เหมือน intuos 4
-  ปรับพื้นผิวการเขียนใหม่
-  (เฉพาะรุ่น) ปากการับแรงกดได้เพิ่มขึ้นเป็น 1024 ระดับ เท่า Intuos 3

ส่วนที่ Wacom Bamboo Fun Pen & Touch ตัวนี้ไม่มีเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน

-  Touch Ring ตัดทิ้ง ใช้ระบบ touch แทน
-  ไม่มีเมาส์เป็นอุปกรณ์เสริม
-  ไม่มีฐานวางปากกา แต่ตัวปากกาสามารถเสียบเข้ากับที่เก็บปากกาด้านข้างตัว Tablet ได้เลย

ระบบ Multi-Touch

ระบบ Multi-Touch นั้น ตัว Wacom Bamboo สามารถรองรับ Touch ได้สูงสุดสองจุด โดยเราสามารถที่จะทำ muti touch ได้บนตัว Tablet เลย ด้วยขนาดพื้นที่สัมผัสที่ใหญ่กว่า ทำให้เราสามารถทำท่าทางต่างๆได้ง่ายกว่าด้วย

Wacom Bamboo Fun Pen & Touch
นั้นรองรับ Touch Function ทั้งหมด 9 รูปแบบ คือ

-  Navigate ใช้นิ้วเดียวเลื่อนบน Tablet เพื่อเลื่อนเคอร์เซอร์
-  Click ใช้นิ้วเดียวแตะบน Tablet
-  Double Click ใช้นิ้วเดียวแตะสองที
-  Right Click ใช้สองนิ้วแตะพร้อมกัน
-  Forward & Back ใช้สองนิ้วสไลด์ไปทางซ้ายหรือขวา
-  Scroll ใช้สองนิ้วเลื่อน ขึ้น - ลง - ซ้าย - ขวา
-  Select & Drag ใช้นิ้วแตะไอคอนหนึ่งครั้งเพื่อเลือก แล้วแตะไอคอนอีกครั้งพร้อมกับลากไปด้วย
-  Rotate ใช้สองนิ้ว ถ้าคุณใช้มือขวา นิ้วโป้งจะเป็นจุดหมุน นิ้วชี้จะเป็นตัวกำหนดองศาว่าให้หมุนไปเท่าไร
-  Zoom ใช้สองนิ้วชิดกันแตะบน tablet แล้วกางนิ้วเพื่อซูมเข้า(ขยาย) หุบนิ้วซูมออก(ย่อ)

ข้อมูลทางเทคนิค เพิ่มเติม

Tablet Specifications

Tablet Dimensions (WxH)     13.3" x 8.8" (338mm x 224mm)
Active Area - Touch (WxH)     7.5" x 5.1" (190mm x 130mm)
Active Area - Pen (WxH)     8.5" x 5.4" (216mm x 137mm)
Pressure Levels     1024 on Pen Tip
Resolution     2540 lpi
Max Data Rate     133 pps
Accuracy     +/- .02 in (+/- 0.5 mm)
Tablet Weight     1 lb. 12.5 oz
Connectivity     Standard USB
Orientation     Reversible for right- or left-handed users


System Requirements

PC     Windows® 7, Vista® or XP with Service Pack 2
Mac     Mac OS® X (10.4.8 or higher)
Hardware     Also requires color display, powered USB port, and CD/DVD drive

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คลิปวีดีโอเกี่ยวกับ พรบ.คอมพิวเตอร์

วันนี้เอาคลิปวีดีโอรายการกำไข่ใส่ข่าว ของ Fukduk TV เกี่ยวกับ"พรบ.คอมพิวเตอร์" 1 ปีที่ประกาศใช้ โดยแทบไม่ได้รับความสนใจ ในที่สุด ICT ก็ออกประกาศการบังคับใช้ พรบ. ฉบับนี้อย่างจริงจัง ผิด จับ ปรับ 500,000 บ. ช่วงนี้เราถึงได้ตื่นตัวมาใช้บริการ LOG SERVER กันมากขึ้น ดูเพิ่มเติมตามลิงค์ด้านล่างได้เลยครับ
http://video.th.msn.com/watch/video/fukduk-tv-รายการกำไข-ใส-ข-าว-ตอน-พรบ-คอมพ-วเตอร/1czantp7j

วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553

พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550

พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมาย ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ
“ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
“ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น
“ผู้ให้บริการ” หมายความว่า
(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
(๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
“ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด ๑
ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

มาตรา ๕ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้น มิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๖ ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๗ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๘ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๙ ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๑๐ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๑๑ ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

มาตรา ๑๒ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐
(๑) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นในทันทีหรือในภายหลัง และไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
(๒) เป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการบริการสาธารณะ หรือเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
ถ้าการกระทำความผิดตาม (๒) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี

มาตรา ๑๓ ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)(๒) (๓) หรือ (๔)

มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔

มาตรา ๑๖ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ
ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิด ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือ บุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย

มาตรา ๑๗ ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกราชอาณาจักรและ
(๑) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทย และรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดได้เกิดขึ้นหรือผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ หรือ
(๒) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนต่างด้าว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเป็นผู้เสียหายและผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ
จะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักร

หมวด ๒
พนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๑๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด
(๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้
(๒) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๓) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๔) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่
(๕) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๖) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้
(๗) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว
(๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๑๙ การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งนี้ คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่สามารถจะระบุได้ ประกอบคำร้องด้วยในการพิจารณาคำร้องให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็วเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตามคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสำเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือ
ผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดำเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) ส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการให้ศาลที่มีเขตอำนาจภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินการ เพื่อเป็นหลักฐานการทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา ๑๘ (๔) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็น การยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘ (๘) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึดหรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลัน หนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๒๐ ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามที่กำหนดไว้ในภาคสองลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้อง พร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้

มาตรา ๒๑ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดมีชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้มีคำสั่งห้ามจำหน่ายหรือเผยแพร่ หรือสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นระงับการใช้ ทำลายหรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ มีไว้ในครอบครอง หรือเผยแพร่ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ดังกล่าวก็ได้ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขัดข้อง หรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือโดยประการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงทั้งนี้ เว้นแต่เป็นชุดคำสั่งที่มุ่งหมายในการป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ให้แก่บุคคลใดความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่
โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาลพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๒๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๒๔ ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๒๕ ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจมีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น

มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้ ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการ นับตั้งแต่เริ่มใช้บริการและต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง ความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผู้ให้บริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท

มาตรา ๒๗ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๒๐ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทและปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

มาตรา ๒๘ การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ และมีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ๒๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษ และมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ บรรดาที่เป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรีมีอำนาจ ร่วมกันกำหนดระเบียบเกี่ยวกับแนวทางและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการตามวรรคสอง

มาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้เป็นส่วนสำคัญ ของการประกอบกิจการ และการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใด ๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่น ในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ

ณ ตอนนี้เริ่มมีการใช้กฏหมายจาก พรบ.คอมพิวเตอร์2550 มาจัดการกับคนทำความผิดอย่างจริงจังสำหรับองค์กรที่มีพนักงานจำนวนมากก็ถือว่าเสี่ยงที่จะมีการกระทำผิด พรบ.คอมพิวเตอร์มากขึ้นไปด้วยหากองค์กรนั้นไม่ได้มีการจัดเก็บ Log File หรือติดตั้งใช้งาน Log Server เพื่อควบคุมการใช้งานอินเตอร์ภายในองค์กร

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

คุณสมบัติระบบ Log Server

คุณสมบัติระบบ Log Server คุณสมบัติของระบบ
1. สร้าง แก้ไข ลบ ไฟล์ข้อมูลแต่ละแผนกได้
2. สร้าง แก้ไข ลบไฟล์ข้อมูลแต่ละสมาชิกได้
3. สร้าง แก้ไข ลบ กลุ่ม และ สมาชิก แต่ละคนได้
4. กำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลแต่ละสมาชิกได้
5. กำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลแต่ละแผนกได้
6. ยกเลิกสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลแต่ละสมาชิกได้
7. ยกเลิกสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลแต่ละแผนกได้
8. ทำการโอนย้ายข้อมูลระหว่างแผนกได้
9. ทำการโอนย้ายข้อมูลระหว่างกลุ่มได้
10. ทำการโอนย้ายข้อมูลระหว่างสมาชิกได้
11. สามารถโอนย้ายไฟล์ผ่านเครือข่ายนอกระบบได้
12. สามารถโอนย้ายไฟล์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้
13. อื่น ๆๆ เพิ่มเติมตามความต้องการของลูกค้าพร้อมด้วยระบบ Antivirus และ ระบบ Backup ที่ทรงอนุภาพ
======================================================
ระบบ Log File Serverคุณสมบัติของระบบ
1 เก็บประวัติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของพนักงาน
2 ยืนยันตัวตนของพนักงานในการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านทางการ login username password
3 ยืนยันตัวตนของพนังงานในการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านหมายเลข ip เครื่อง
4 สามารถควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของพนังงานได้
5 สามารถ อนุญาติ และ ไม่อนุญาติ ให้ พนักงานใช้งานอินเทอร์เน็ต
6 สามารถ Block Web ที่ไม่พึงประสงค์ได้
7 สามารถกำหนดสิทธิในการเข้าถึงเว็ปแต่ละประเภทได้
8 สามารถกำหนดประเภทของพนักงานในการเข้าถึง Web บางประเภทได้
9 สามารถแสดง Report แสดงสถานะการเข้าใช้อินเทอร์เน็ตของพนักงานได้
10 รองรับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 ไม่ต้องโดนปรับ 500,000 บาท
======================================================
ระบบ Mail Serverคุณสมบัติของระบบ
1. สร้าง แก้ไข ลบ E-mail ได้ด้วยตนเอง
2. สามารถ สร้าง แก้ไข ลบ E-mail ผ่าน Web interface
3. สามารถเชื่อมต่อ E-mail ผ่าน Ms Outlook ได้
4. สามารถเช็ค E-mail ผ่าน Webmail ได้
5. เชื่อมต่อ การรับ-การส่ง ผ่านเมล์ข้างนอกได้
6. ใช้งานง่ายมากไม่มีความรู้เรื่อง Com ก็ใช้งานได้
7. สามารถสร้าง E-mail ได้อย่างไม่จำกัด และ กำหนด สิทธิในการใช้พื้นที่ได้
8. มีระบบ กรอง E-mail ที่ไม่ต้องการ
9. มีระบบ ป้องกัน Spam mail
10. สามารถกำหนดค่าในการดึงข้อมูลทั้งแบบ POP และ IMAP ได้
11. พื้นที่ในการใช้งานมีปริมาณเยอะ ขึ้นอยู่กับ อุปกรณ์ Server ที่นำมาใช้
12. สามารถเพิ่มหรือ แก้ไข Webmail logo ตามความต้องการของลูกค้าได้
13. รองรับภาษาไทย และ ทุกภาษา
======================================================
ระบบ VoIP Server คุณสมบัติของระบบ
1 โทรเข้า-ออกผ่านระบบ VoIP
2 โทรฟรีระหว่าง สาขาได้ ทั่วโลก
3 ประหยัดในการใช้งานโทรศัพท์ในองค์กรกว่า 80 %
4 สามารถโทรออกนอกประเทศได้ทั่วโลก
5 สามารถโทรภายในประเทศได้
6 สามารถโทรเข้าออกได้ทั้งระบบโทรศัพท์พื้นฐาน และ โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้
7 ระบบนี้สามารถทำงานร่วมกับตู้สาขาโดยทั่วไปได้
8 ต้นทุนในการติดตั้งต่ำ
======================================================
ระบบ VPN Server คุณสมบัติของระบบ
1 เชื่อมต่อระบบ VPN ด้วย OpenVPN, PPTP, IPSec
2 สามารถเชื่อมต่อและโอนย้ายข้อมูลได้ทั่วโลก
3 สามารถเชื่อมต่อการใช้โปรแกรมได้ทั่วโลก ( โปรแกรมบัญชี, โปรแกรมเงินเดือน, โปรแกรม HR และอื่นๆ )
4 ลด Cost ในการทำระบบ Network เพิ่มเติม
5 เพิ่มความปลอดภัยของขอมูลโดยการเข้ารหัส เมื่อท่านไปใช้บริการ Wifi, Internet cafe หรือ ระบบ Internet สาธารณะ
6 หลีกเลี่ยงการส่งข้อมูลข้าม Network ที่ไม่เสถียร
7 สามารถดึงข้อมูลที่ Share Workgroup ข้ามเครือข่ายได้
8 สามารถสร้าง User Account ไม่มีจำกัด ( OpenVPN, PPTP )
======================================================
ระบบ HotSpot Server คุณสมบัติของระบบ
1 กำหนด User Account ในการใช้งาน อินเทอร์เน็ต หอพัก โรงแรม อาพทเม้น อื่น ๆ ได้
2 กำหนดเวลาในการใช้งานของแต่ละ User Account ได้
3 กำหนดสิทธิในการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตของแต่ละ User Account ได้
4 สามารถตรวจสอบการใช้งานอินเทอร์เน็ตของ User ได้
5 สามารถคำนวณเวลาแล้วค่าบริการในการใช้อินเทอร์เน็ตได้
6 สามารถออกบัตรเติมเงินชนิด Prepay ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้
7 สามารถออก Report ในการเข้าใช้งานอืนเทอร์เน็ตของ User ได้
8 สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้าได้
======================================================
ระบบ Web Hosting คุณสมบัติระบบ
1. สามารถรัน Web site, Web Application ได้
2. สามารถ รันโป PHP, MySql ได้
3. เพิ่มพื้นที่ได้ไม่จำกัด
4. เพิ่ม User Account ได้ไม่จำกัด
5. สามารถควบคุม Web Hosting ผ่านทาง Web Interface ได้
6. สามารถ Install โปรแกรม อื่น ๆ ที่รันบน PHP, MySql ได้แบบไม่จำกัด
7. ใช้งานง่ายสะดวกรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องมี ความรู้
8. สามารถตรวจสอบไวรัสผ่านในเครื่อง Server ได้
9. คำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติองค์กรตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดฯ

Centralized Log Management System
หมายถึง ระบบบริหารจัดการเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ โดยมีการจัดเก็บที่ส่วนกลางแบบรวมศูนย์ และแยกออกจากการเก็บ Log Fileภายในเครื่องแม่ข่าย เนื่องจากการเก็บ Log File ในเครื่องแม่ข่ายในทุกวันนี้ถือว่าไม่ “Comply” ตาม พ.ร.บ. ฯ เนื่องจากเราไม่สามารถรักษาความถูกต้องของข้อมูล หรือ “Integrity” สำหรับ Log File ที่เก็บอยู่ในเครื่องแม่ข่ายได้ เพราะผู้ดูแลระบบ หรือ “SystemAdministrator” สามารถเข้าถึง Log File ในเครื่อง และสามารถเข้าไปแก้ไข Log File ได้ นอกจากนี้แฮกเกอร์ หรือ MalWare อาจเข้ามาลบ Log File ในเครื่องได้ทุกเมื่อ ถ้าแฮกเกอร์สามารถเจาะเข้าเครื่องแม่ข่ายและยึดเครื่องแม่ข่ายได้สำเร็จ ทำให้ Log File ที่อยู่ในเครื่องแม่ข่ายนั้นขาดความน่าเชื่อถือในการดำเนินคดีในชั้นศาล (Admissibility in Court)
การจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือ Log File ที่ถูกต้องนั้น ควรต้องจัดเก็บแบบรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง โดยแยกระบบออกเป็นอิสระจากเครื่องแม่ข่าย และระบบ Centralized Log Management ต้องสามารถป้องกันการเข้ามาแก้ไข Log File โดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งต้องสามารถเก็บ Log File ไว้ได้นานตามที่กฎหมายระบุไว้ คืออย่างน้อย 90 วัน เรียกว่า “Log Retention Period” ดังนั้น ฮาร์ดดิสก์ หรือระบบ Storage ของ Centralized Log Management System ต้องถูกออกแบบมาโดยเฉพาะใช้ในการเก็บ Log เท่านั้น
(หมายเหตุ: ระบบ SIM หรือ “Security Information Management” นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการเก็บ Log ดังนั้น SIM จึงไม่ไช่Centralized Log Management)

Security Event Management (SEM)
หมายถึง ระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ ในความหมายเดียวกันกับระบบ Centralized Log Managementโดยระบบ SEM ถูกออกแบบมาใช้ในการเก็บ Log แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาใช้ในการวิเคราะห์การโจมตีผ่านทางเครือข่าย (Real-timeThreat Analysis) ดังนั้นระบบ SEM จะเน้นไปที่การเก็บ Log เพื่อใช้ในการพิสูจน์หลักฐาน (Computer Forensic) ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือ เพื่อใช้ในการตรวจสอบ (Audit) ตลอดจนเพื่อให้องค์กร “Comply” พ.ร.บ. ฯ และกฎหมายต่างๆ ที่กำหนดให้องค์กรต้องจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ เช่น พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดฯ เป็นต้น
การใช้ระบบ SEM ยังช่วยให้องค์กรปฏิบัติตาม International Standards และ Best Practices เช่น ISO/IEC 27001/20000,CobiT และITIL อีกด้วย ปัญหาของการจัดซื้อระบบ “SEM” มาใช้ก็คือองค์กรไม่สามารถปรับแต่งเครื่องแม่ข่าย และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ ให้ส่งข้อมูลจราจร หรือ “ Log File” มายังระบบ “SEM” ได้เนื่องจากขาดความรู้ทางด้านเทคนิค ทำให้ระบบ “SEM” ที่จัดซื้อมานั้นไม่สามารถ “ผ่าน”หรือ “Comply” พ.ร.บ. ฯ ได้ ทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง คือการใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญมาทำการปรับแต่งและติดตั้งให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ. ฯน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดหลังจากได้จัดซื้อระบบ “SEM” มาใช้งาน หรืออาจจะ “Outsource” ให้แก่ MSSP ในการจัดการให้บริการติดตั้งระบบ “SEM” โดยที่องค์กรไม่ต้องลงทุนซื้อระบบ “SEM” เอง และไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ (Maintenance Fee)อีกด้วย การใช้บริการเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จาก MSSP นั้นเป็นทางออกที่คุ้มค่าในการลงทุน โดยให้ค่า Return On Investment(ROI) ที่สูงกว่าและมีค่า Total Cost of Ownership (TCO) ที่ต่ำกว่าในระยะยาว ตลอดจนลดความเสี่ยงในการลงทุนในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ และยังลดความเสี่ยงจากโอกาสที่การติดตั้งระบบไม่สำเร็จหรือล่าช้า เนื่องจากขาดความรู้ทางด้านเทคนิค โดยที่องค์กรไม่ต้องติดตั้งเอง แต่ใช้บริการของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาติดตั้งให้และรับผิดชอบทั้งระบบครบวงจร กล่าวโดยสรุปแล้วจากการ Outsource โดยไม่จัดซื้อระบบ “SEM” เองนั้นมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย นับเป็นทางเลือกที่ถูกต้องของผู้บริหารระบบสารสนเทศในปัจจุบัน

Security Information Management (SIM)
ระบบ SIM เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาวิเคราะห์เหตุการณ์ผิดปกติในระบบสารสนเทศ ในลักษณะ“Proactive Defense” คือเราสามารถรับรู้ล่วงหน้าถึงการโจมตีจากผู้ไม่หวังดี หรือไวรัสคอมพิวเตอร์ จากการวิเคราะห์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือจากการวิเคราะห์ “Log File”ที่เกิดจากเครื่องแม่ข่าย อุปกรณ์เครือข่าย ไฟล์วอลล์ และ IDS/IPS แต่ระบบ “SIM” ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เก็บข้อมูลจราจร หรือ “Log File” ในระยะเวลาการจัดเก็บที่ยาวนาน ดังนั้นการจัดซื้อระบบ “SIM” จึงไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องของการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ฯ อีกทั้งระบบ “SIM”ยังต้องการผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมาปรับแต่งให้ใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ ที่ต้องการวิเคราะห์และรับรู้ถึงภัยล่วงหน้าก่อนการโจมตีจะสัมฤทธิ์ผล ดังนั้นการใช้งานระบบ “SIM” นั้นไม่ง่ายเหมือนการใช้งานระบบ “SEM” ทางออกที่ดีของผู้บริหารระบบสารสนเทศที่ฉลาดก็คือ ไม่ควรจัดซื้อระบบ“SIM” มาทำการติดตั้งเอง เพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน และไม่ “Comply” พ.ร.บ. ฯ อย่างชัดเจนเพราะไม่ได้จัดเก็บ Log ตามที่ พ.ร.บ. ฯ บัญญัติไว้ ปัญหาในปัจจุบันที่พบบ่อยก็คือ องค์กรเข้าใจผิดคิดว่าซื้อ “SIM” ก็คือการซื้อ “SEM” ทำให้การลงทุนเสียเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย

Security Information and Event Management (SIEM)
ระบบ SIEM เป็นระบบที่เป็นลูกผสมระหว่างระบบ” SIM” และระบบ “SEM” ซึ่งสามารถเก็บ Log และวิเคราะห์ Log ได้ในเวลาเดียวกัน ข้อเสียของระบบ “SIEM” ก็คือประสิทธิภาพในการทำงานนั้นจะสู้การแยกทำงานเป็นสองระบบไม่ได้ (แยกระหว่างSIM และ SEM) เพราะฮารด์แวร์ที่ใช้ในการประมวลผลการจัดเก็บ Log ในแบบ Real Time นั้น ไม่ควรจะทำงานอยู่บนฮารด์แวร์เดียวกันกับฮารด์แวร์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ เนื่องจากเมื่อปริมาณจราจรเพิ่มขึ้น ในระดับสูงมากๆ ในบางช่วงระยะเวลาหนึ่ง จะทำให้ระบบ “SIEM” อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดซื้อระบบ SIEM ควรกำหนดค่า “EPS” หรือ“Event Per Second” ให้เหมาะสมก่อนการจัดซื้อ เพราะการทำ POC [Proof of Concept] เพื่อให้แน่ใจว่าขนาดของระบบ“SIEM” นั้นเหมาะสมกับขนาดระบบสารสนเทศขององค์กร
ปัญหาของระบบ “SIEM” นั้นเหมือนกับปัญหาของระบบ “SIM” กล่าวคือ ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมาทำการติดตั้ง และปรับแต่งใช้งาน ดังนั้นการ Outsource ไปยัง MSSP ให้มาจัดบริการทั้งระบบ “SIEM” และ “SIM” จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดจากการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียในหลายๆ ปัจจัยดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น

Managed Security Services (MSS) และ Managed Security Services Provider (MSSP)
MSS เป็นการให้บริการดูแลและเฝ้าระวังเหตุการณ์ผิดปกติด้านความปลอดภัยข้อมูล จากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยข้อมูลเฉพาะทางที่เรียกตัวเองว่า MSSP โดยที่ MSSP ควรต้องมีบุคลากรที่ได้รับการรับรองความรู้ความสามารถทางด้านระบบความปลอดภัยข้อมูล เช่น CISSP, SSCP หรือ SANS GIAC เป็นต้น เพราะธุรกิจของ MSSP สามารถอยู่ได้จากการให้บริการในการวิเคราะห์เหตุการณ์ผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบ โดยใช้ความรู้ความสามารถของ “Security Analyst”ในการวิเคราะห์และแจ้งเตือนให้กับลูกค้าผู้ใช้บริการจาก MSSP
การ Outsource งานเฝ้าระวังไปยัง MSSP นั้น เป็นแนวคิดในการบริหารจัดการระบบความปลอดภัยข้อมูลสมัยใหม่ที่นิยมในสหรัฐอเมริกาและในยุโรป ปัจจุบันในเอเชียและในประเทศไทยมีผู้ให้บริการ MSSP หลายรายเข้ามาเป็นตัวเลือกให้กับองค์กรในการจัดจ้าง MSSP เข้ามาดูแลระบบความปลอดภัยข้อมูลให้กับองค์กรในระยะยาวโดยควบคุมที่ Service Level Agreement(SLA) ให้ MSSP ทำงานตามที่องค์กรต้องการ เปรียบเทียบได้กับการจ้างบริษัท รปภ. ในปัจจุบันของสำนักงาน อาคารต่างๆโดยที่องค์กรไม่จำเป็นต้องมี รปภ. เป็นของตนเองและไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากร และปัญหาการให้บริการที่ไม่ได้ตาม SLA เพราะการจัดจ้าง MSSP นั้น องค์กรสามารถยกเลิกสัญญาได้ในกรณีที่ MSSP ไม่ปฏิบัติตาม SLA ดังกล่าวแต่การที่จะให้พนักงานในองค์กรออกนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะกระทำได้ง่ายๆ

Log Retention Period
หมายถึง ระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือ Log File โดยใน พ.ร.บ. ฯ ได้กำหนดไว้ว่าต้องมี LogRetention Period ไม่น้อยกว่า 90 วัน

MD5 หรือ SHA1
หมายถึง Algorithm ในการทำ Data Hashing ให้กับ Log File เพื่อเป็นการรักษา Integrity ของข้อมูล
Log เพื่อประโยชน์ในด้านการสืบสวนสอบสวนทางนิติคอมพิวเตอร์ (Computer Forensic) และประโยชน์ในการพิจารณาคดีในชั้นศาล (Admissibility in Court) โดย MD5 Algorithm จะให้ค่า Hash Value ที่ 128 bits และ SHA1 Algorithm ให้ค่าHash Value ที่ 160 bits

“Full Text Search” หรือ “Google Like Search”
การค้นหาข้อมูลในระบบ SEM หรือ SIEM ซึ่งเก็บ Log File ขนาดใหญ่หลายร้อย Gigabyte หรือ อาจถึงระดับTerabyteทำให้การค้นหาข้อมูลค่อนข้างใช้เวลาอย่างมากในการค้นหาหลักฐาน (Evidence) จากระบบ SEM หรือ SIEM ดังนั้นเทคโนโลยี “Full Text Search” จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการค้นหาข้อมูลให้รวดเร็วยิ่งขึ้นในลักษณะ “Google LikeSearch” เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการค้นหาข้อมูลที่ต้องการนำสืบหาผู้กระทำความผิดต่อไป

บทความโดย:อาจารย์ปริญญา หอมเอนก,GCFW, CISSP, SSCP, CISA, CISM, Security+,(ISC)2 Asian Advisory BoardPresident, ACIS Professional Center

บทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ฐานความผิด โทษจำคุก โทษปรับ
มาตรา 5 เข้าถึงคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ ไม่เกิน 6 เดือน ไม่เกิน 10 , 000 บาท
มาตรา 6 ล่วงรู้มาตรการป้องกัน ไม่เกิน 1 ปี ไม่เกิน 20 ,000 บาท
มาตรา 7 เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ ไม่เกิน 2 ปี ไม่เกิน 40 ,000 บาท
มาตรา 8 การดักข้อมูลคอมพิวเตอร์ ไม่เกิน 3 ปี ไม่เกิน 60 ,000 บาท
มาตรา 9 การรบกวนข้อมูลคอมพิวเตอร์ ไม่เกิน 5 ปี ไม่เกิน 100 ,000 บาท
มาตรา 10 การรบกวนระบบคอมพิวเตอร์ ไม่เกิน 5 ปี ไม่เกิน 100 ,000 บาท
มาตรา 11 สแปมเมล์ ไม่มี ไม่เกิน 100 ,000 บาท
มาตรา 12 การกระทำต่อความมั่นคงของประเทศ หรือ แก่ประชาชน
(1)ก่อความเสียหายแก่ข้อมูลคอมพิวเตอร์
(2)กระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ/เศรษฐกิจ แต่ถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต (ใน 2) ไม่เกิน 10 ปี3 ปี ถึง 15 ปี10 ปี ถึง 20 ปี +ไม่เกิน 200 , 000 บาท60 ,000-300,000 บาทไม่มี มาตรา 13 การจำหน่าย /เผยแพร่ชุดคำสั่ง ไม่เกิน 1 ปี ไม่เกิน 20 , 000 บาท มาตรา 14 การเผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสมลามก ข้อมูลปลอม ไม่เกิน 5 ปี ไม่เกิน 100 , 000 บาท มาตรา 15 ผู้ใดจงใจสนับสนุน ม.14 (ความรับผิดของ ISP) ไม่เกิน 5 ปี ไม่เกิน 100 , 000 บาท มาตรา 16 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งเก็บภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อและทำให้ผู้อื่นเสียหาย (ถ้าสุจริต ไม่มีความผิด ยอมความได้ ) ไม่เกิน 3 ปี ไม่เกิน 60 , 000 บาท

ผู้ให้บริการมีหน้าที่และบทลงโทษมีอะไรบ้าง
พระ ราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ได้กำหนดฐานความผิดและบทลงโทษให้กับผู้กระทำความผิดเท่านั้นนะครับ ยังมีการกำหนดนิยามของคำว่า “ ผู้ให้บริการ ” และกำหนดบทลงโทษของผู้ให้บริการไว้ด้วย
“ ผู้ให้บริการ ” ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ หมายความว่า• ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเตอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนาม หรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น• ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่นขอสรุปง่ายๆ นะครับว่า ตามนิยามนี้ “ ผู้ให้บริการ ” จะหมายถึง ISP (Internet Service Provider) ต่างๆ เช่น True, KSC, CS Loxinfo, DTAC, Hutch และทั้งนี้ รวมถึง บริษัทฯ ห้างร้านฯ ทั่วๆ ไปด้วยนะครับ ที่มีการติดตั้งระบบให้พนักงานสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ ก็ถือว่า บริษัทฯ หรือห้างร้านฯ นั้นๆ เป็นผู้ให้บริการด้วยเช่นกัน ในกรณีนี้ ยังรวมไปถึงผู้ให้บริการที่รับฝากเครื่อง Server หรือที่เขาเรียกว่า Hosting Services ด้วย พวกที่รับฝาก website หรือฝากรูปภาพต่างๆ ด้วยนะครับ
ทีนี้ บทลงโทษของผู้ให้บริการ กำหนดไว้ในมาตรา 15 ดังนี้ “ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุน หรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14”
เจตนารมณ์ก็เพื่อต้องการให้ผู้ให้บริการ เช่น เจ้าของเว็บไซต์ ต้องมีการพิจารณาด้วยว่า ต้องมีหน้าที่ลบเนื้อหาอันไม่เหมาะสม ที่อาจก่อความเสียหายให้กับผู้อื่นออกจากเว็บไซต์ของตนเองด้วย เพราะถ้าไม่ลบ อาจเข้าข่าย “ จงใจสนับสนุน ” หรือ “ ยอมให้มีการกระทำความผิด ” ก็ต้องรับโทษเช่นเดียวกันกับผู้กระทำความผิดด้วยนะครับ
นอก จากนี้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ ยังได้กำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการไว้ในมาตรา 26 ด้วยว่า “ ผู้ให้บริการ ” ต้องเก็บ “ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ” ไว้ไม่น้อยกว่า เก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือภาษาที่คนทำงานคอมพิวเตอร์เขาเรียกกันว่า ต้องเก็บ Log นะครับ
การ เก็บ “ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ” หมายถึง ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูว่าผู้ใช้งานคนใด ติดต่อกับปลายทางที่ใด ต้นทางอยู่ที่ใด วันที่ติดต่อ เวลาเริ่มต้น เวลาสิ้นสุด ระยะเวลาติดต่อ ชนิดของการติดต่อ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้ให้บริการจัดไว้ให้ใช้ งาน ถ้าผู้ให้บริการไม่ปฎิบัติตาม จะมีโทษปรับไม่เกิน 500,00 บาท ครับ ไม่ใช่น้อยๆ นะครับ
อย่าง ไรก็ตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้ผ่อนผันการบังคับใช้ในมาตราที่ 26 นี้ให้เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งจะครบกำหนดบังคับใช้ในวันที่ 23 สิงหาคม 2551 ครับ นั่นหมายความว่า นับตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2551 หากบริษัทฯ ห้างร้านใด ที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตแต่พนักงาน และไม่มีการเก็บ Log ตามที่ว่ามา หากมีการตรวจพบ ก็จะผิดตามมาตราที่ 26 นี้ครับ โดยปรับไม่เกิน 500,000 บาทครับ
ผล คือ ช่วงนี้บริษัทฯ ต่างๆ จึงต้องระดมเตรียมตัวกันยกใหญ่ ที่จะหาอุปกรณ์ที่จะเก็บ Log ให้ได้ครบตามที่พระราชบัญญัตินี้กำหนดไว้ ระบบเก็บ Log Server ที่ว่านี้ ก็เลยขายดีกันใหญ่ครับ ราคาเลยตั้งกันไว้สูงๆ เพราะทุกคนต้องหามาใช้งาน มิเช่นนั้นผิดกฎหมาย
สำหรับ พนักงานบริษัทฯ ที่ใช้งานอินเตอร์เน็ตในที่ทำงาน ก็ต้องรับทราบนะครับว่า บริษัทฯ เขาต้องเก็บประวัติการใช้งานอินเตอร์เน็ตของเราไว้ทั้งหมดนะครับ เราไปเข้าเว็บไหนบ้าง ส่งเมล์ให้ใครบ้าง จะถูกเก็บข้อมูลจราจรที่ว่านี้ไว้ทั้งหมดตามกฎหมายนะครับ ก็ต้องยอมรับกันในจุดนี้ด้วย
ข้อดีการใช้เทคนิคการเก็บ Log Server แบบ SRAN คือ
1. ติดตั้งสะดวก
2. ตัดปัญหาการออกแบบ และผลกระทบกับระบบเครือข่ายเดิมที่มีอยู่
3. ลดปัญหาเรื่องราคาที่บานปลาย จากการออกแบบ และ การติดตั้งระบบ
4. ใช้เนื้อที่เก็บบันทึกน้อย
5. สามารถรู้ลักษณะการใช้งานเครื่องลูกข่าย (Client) ซึ่งเป็นประโยชน์ในการตีกรอบหลักฐานหาผู้กระทำผิดให้เล็กลง และสามารถระบุตัวตนผู้ใช้งานได้อย่างถูกต้องพร้อมหลักฐานที่สามารถยืนยันใน ชั้นศาลได้อีกด้วย
6. สามารถเก็บบันทึกข้อมูลจราจร เพื่อออกรายงานผลได้อย่างเป็นระบบอัตโนมัติ ซึ่งประหยัดเวลาในการวินิจฉัยและการค้นหาผู้กระทำความผิด
7. อุปกรณ์ SRAN สามารถแยกแยะเหตุการณ์ให้มีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 โดยอัตโนมัติ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบเหตุการณ์ (Correlation Log) ตามมาตรา 5 – มาตรา 11 ที่สามารถแปลความทางเทคนิคได้
8. อุปกรณ์มีความสามารถเก็บบันทึกข้อมูลจราจรตามมาตรา 26 เพื่อความสะดวกเราทำหน้าจอในการเก็บบันทึกโดยแบ่งวัน เวลา ตามปฏิทินการใช้งาน พร้อมค่ายืนยัน Log file ซึ่งมีความสะดวกในการค้นหาอีกด้วย
อเสีย
1. หากไม่ใช่ SRAN รุ่น Hybrid แล้ว Log ที่เกิดขึ้นเป็น Log ที่เกิดจากการใช้งานระบบสารสนเทศ ทั้งข้อมูลขาเข้า และ ขาออก เป็น Log ที่เกิดขึ้นบนระบบเครือข่าย และสามารถตรวจเครื่องลูกข่ายได้ แต่ Log นั้นอาจเกิดความเข้าใจผิดได้ (False Positive) หากไม่มีการวิเคราะห์เชิงลึก เพราะ Log ไม่ได้เกิดขึ้นจาก LocalHost อุปกรณ์ นั้นโดยตรง
2. หากติดตั้งแบบ Passive mode โดยต้องการความสามารถ Switch เพื่อทำการ Mirror port มาให้นั้น ต้องอาศัย Switch ที่ทำการ Management ได้ หรือต้องใช้อุปกรณ์เสริมมาช่วย จึงจะเก็บบันทึกข้อมูลจราจรได้
3. การติดตั้งแบบ In-line mode ถึงแม้จะสามารถป้องกันภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้ แต่อาจไม่เหมาะกับองค์กรที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์มากกว่า 100 เครื่องขึ้นไป โปรดดูคุณสมบัติทางฮาร์ดแวร์และการรองรับข้อมูลจาก Data Sheet ของบริษัท

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

รู้จัก 3G ให้ดียิ่งขึ้น

วันนี้ขออิงกระแส 3G หน่อยเห็นใครๆเขาก็พูดถึงกัน บทความนี้สำหรับมือใหม่ที่กำลังสนใจเรื่อง 3Gครับ ว่าระบบ 3G คืออะไร เทคโนโลยี 3G หมายถึง? ความเร็ว 3G เท่าไหร่? ลองมาดูกันครับ

เทคโนโลยี 3G พัฒนามาจากอะไร ระบบ 3G คืออะไร และมี ความเร็ว เท่าไร
ระบบ 3G ( UMTS ) นั้นคือการนำเอาข้อดีของ ระบบ CDMA มาปรับใช้กับ GSM เรียกว่า W-CDMA ซึ่งถูกพัฒนาโดยบริษัท NTT DoCoMo ของญี่ปุ่นสำหรับเมืองไทยนั้น ระบบ 3G จะเป็น เทคโนโลยีแบบ HSPA ซึ่งแยกย่อยได้เป็น HSDPA , HSUPA และ HSPA+

HSDPA นั้นจะสามารถ รับส่งข้อมูลได้สูงสุดที่ Download 14.4 Mbps / Upload 384 Kbps. ( ปัจจุบันผู้ให้บริการทั่วโลกยังให้บริการอยู่ที่ Download 7.2Mbps เท่านั้น )
HSUPA จะเหมือนกับ HSDPA ทุกอย่างแต่การ Upload ข้อมูลจะวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 5.76 Mbps
HSPA+ เป็นระบบในอนาคต การ Download ข้อมูลจะอยู่ที่ 42 Mbps / Upload 22 Mbps

สำหรับในเมืองไทยนั้น ระบบ 3G ( HSPA ) ที่ Operator AIS หรือ DTAC นำมาใช้จะเป็น HSDPA โดยการ Download จะอยู่ที่ 7.2Mbps ซึ่งน่าจะได้ใช้กันในไม่ช้า

ข้อควรระวังในการเลือกซื้อ AirCard แบบที่รองรับ 3G คลื่นความถี่ 3G ที่ใช้กันทั่วโลก จะใช้อยู่ 3 ความถี่ที่เป็นมาตราฐานคือ 850 , 1900 และ 2100 ซึ่งเมืองไทยจะแบ่งเป็นดังนี้

คลื่นความถี่ ( band ) 850 จะถูกพัฒนาโดย Dtac และ True
คลื่นความถี่ ( band ) 2100 จะถูกพัฒนาโดย AIS
คลื่นความถี่ ( band ) 1900 ยังไม่แน่ชัดว่าจะถูกปล่อยออกโดยบริษัทไหน

ดังนั้นการเลือกซื้อ AirCard , Router หรือ โทรศัพท์มือถือ และต้องการให้รอบรับ 3G ควร check ให้ดีก่อนว่าสามารถรองรับได้ทั้ง 3 คลื่นหรือเพียงบางคลื่นเท่านั้น

ความเร็วเน็ตประเทศไทย ดาวน์โหลด-อัพโหลดต่างกัน 7 เท่า


หลังเริ่มปี 2010 รู้สึกว่ากระแส 3G ก็ยังโหมอย่างต่อเนื่องทำให้Wimax ที่หลายๆคนในเมืองหลวงตั้งหน้าตั้งตารอเงียบไปได้ในทันที อาจเป็นเพราะผู้ให้บริการยักษ์ใหญ่หลายๆเจ้าโดดลงมาทำตลาดและเตรียมจับจองสัมปทานก้อนโต ทั้งๆที่ผู้ใช้ทั่วๆไปยังไม่เคยได้รู้จักหรือสัมผัสมันสักครั้ง ถือเป็นการทำตลาดที่ปูทางกันข้ามปีเลยทีเดียว

เอาละครับเรามาเข้าที่เนื้อหาของเราดีกว่า ที่เห็นผมพูดถึงเรื่อง 3G ไปนั้นเพราะมันจะช่วยให้เราสะท้อนได้ถึงมาตรฐานของอินเตอร์เนตในไทยในขนาดนี้ที่ปัจจุบันก็ได้ให้บริการทะลุ 10 MB ไปแล้วแต่ลึกๆแล้วถ้ามองกันดีมาตรฐานในการ ดาวน์โหลด-อัพโหลดกลับมีความต่างกันถึง 7 เท่า น่าแปลกไหมละครับที่ผู้ให้บริการหลายๆเข้ากับแข่งขันแต่เรื่องความเร็วแต่ตรงจุดนี้กับกลายเป็นว่าไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควรจะเป็น ลองมาดูผลที่สถาบัน คุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ร่วมมือกับ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย แถลงผลข้อมูลโครงการ “สำรวจและทดสอบคุณภาพความเร็วอินเทอร์เน็ต ปี 2552” ขึ้น โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลการให้บริการของผู้ประกอบการ ด้านความเร็วที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต โดยเปิดให้ผู้ใช้เข้าไปทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์หลัก http://www.speedtest.or.th/ และเว็บไซต์ชั้นนำที่เข้าร่วมโครงการ

จากการรวบรวมข้อมูลการทดสอบตั้งแต่วันแรก คือวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 รวม 99 วัน มาวิเคราะห์ประมวลผล พบว่า จำนวนทดสอบ speedtest ทั้งหมดมี 1,287,613 ครั้ง แบ่งเป็นผู้ใช้บริการจาก TOT ร้อยละ 34 TRUE ร้อยละ 25 BB/MAXNET ร้อยละ17 และไม่ระบุผู้ให้บริการร้อยละ 20 ผลการทดสอบความเร็ว พบว่า ในการดาวน์โหลด อัตราความเร็วที่ได้ เรียงตามลำดับคือ TRUE ร้อยละ 83 SAMART ร้อยละ 78 ISSP ร้อยละ 75 3BB/MAXNET ร้อยละ 71 CSLOXINFO ร้อยละ 71 TOTร้อยละ 66 INETร้อยละ 63 BEENETร้อยละ 62 CATร้อยละ 43 และ DTAC ร้อยละ 34
หากเปรียบเทียบเฉพาะผู้ให้บริการรายใหญ่ด้วยกับพบว่า TRUE มีความเร็วในการดาวน์โหลดมากที่สุด รองลงมาคือ 3BB/NET TOT และ CAT ขณะที่หากเปรียบเทียบเฉพาะผู้ให้บริการรายเล็กพบว่า SAMART มีความเร็วในการดาวน์โหลดมากที่สุด รองลงมาคือ ISSP CSLOXINFO และ INET
สำหรับความเร็วในการอัพโหลด เรียงตามลำดับคือ ISSP ร้อยละ 75 SAMART ร้อยละ65 BEENET ร้อยละ 51 INET ร้อยละ 50 CAT ร้อยละ24 CSLOXINFO ร้อยละ 20 TOT ร้อยละ 14 TRUE ร้อยละ 14 3BB/MAXNET ร้อยละ10 หากเปรียบเทียบเฉพาะผู้ให้บริการรายใหญ่ด้วยกันพบว่า CAT มีความเร็วในการอัพโหลดมากที่สุด รองลงมาคือ TOT TRUE และ 3BB/MAXNET ขณะที่หากเปรียบเทียบเฉพาะผู้ให้บริการรายเล็กพบว่า ISSP มีความเร็วในการอัพโหลดมากที่สุด รองลงมากคือ SAMART BEENET และ INET

ผลสรุปในภาพรวมพบว่า ความเร็วในการดาวน์โหลดอยู่ที่ร้อยละ 34-83 และความเร็วในการอัพโหลดอยู่ที่ร้อยละ 10-75 ซึ่งผลการทดสอบนี้เป็นความเร็วในการดาวน์โหลดและอัพโหลดข้อมูลภายในประเทศ
นาย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการ สบท. เปิดเผยว่า ข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้ว โดย สบท. และสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยจัดโครงการนี้ขึ้นก็เพื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งเห็นได้ว่า ความเร็วในการอัพโหลดและดาวน์โหลดข้อมูลมีความแตกต่างกันมาก โดยความเร็วในการอัพโหลดข้อมูลต่ำกว่าการดาวน์โหลดถึง 6-7 เท่า ขณะที่ในอนาคต การสื่อสาร 2 ทางเป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสารทางไกล เช่น การจัดประชุมทางไกล เพราะฉะนั้นต้องมีการปรับให้มีคุณภาพที่สอดคล้องกันในระดับหนึ่ง ส่วนเรื่องของการให้บริการนั้นประเทศไทยยังมีทางเลือกในการใช้บริการน้อย ต่างประเทศมีผู้ให้บริการถึง 1,000 บริษัท ขณะที่ประเทศไทยหากอยู่ห่างจากชุมสายของผู้ให้บริการเกินกว่าระยะ 4 กิโลเมตรก็จะมีปัญหาคุณภาพ ทางออกที่เป็นไปได้เฉพาะหน้าก็คือ ผู้ประกอบการควรปรับลดราคา โดยเก็บค่าบริการตามคุณภาพบริการที่ผู้บริโภคสามารถใช้ได้จริง หรือขยายจุดชุมสายให้มากขึ้น

ผอ.สบ ท. กล่าวต่อไปว่า สำหรับความเร็วในการดาวน์โหลดและอัพโหลดข้อมูลอาจเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจของ ผู้บริโภค แต่สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการสร้างมาตรฐานการให้บริการอินเทอร์เน็ต เช่น มีกรรมการกลางในการกำหนดมาตรฐานการให้บริการอินเทอร์เน็ต ทั้งในด้านความเร็วและความเสถียร โดยต้องมีการหารือร่วมกันระหว่าง กทช. สบท. ผู้ประกอบการ นักวิชาการและผู้บริโภค เพื่อร่วมกันพิจารณาต่อไป โดยจะเริ่มมีการจุดประเด็นนี้ในเวทีผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ปี 2552 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 22-23 ธันวาคม นี้ ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์

“สำหรับ โครงการสำรวจและทดสอบคุณภาพความเร็วอินเทอร์เน็ต ในปีหน้าเราจะพัฒนาให้ผู้บริโภคที่เข้ามาทดสอบความเร็วสามารถบันทึกเป็น ข้อมูลของตัวเองเป็นสถิติได้ว่า ความเร็วเฉลี่ยที่เราใช้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดทั้งเดือนหรือทั้งปีนั้น เป็นอย่างไร เพื่อสามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์ได้” ผอ.สบท. กล่าว

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

มารู้จัก SERVER กัน

เมื่อเริ่มทำเว็บ ก็มักจะมีคำถามต่อมาว่า ใช้ server อะไร หรือใช้อะไรเป็น Web server ซึ่งเป็นคำถามที่ได้ยินบ่อยครั้ง และเมื่อทำเว็บเสร็จถึงคราวที่เราจะเอาเว็บไปเผยแพร่ในโลกของอินเตอร์เน็ต ก็มักจะมีคำถามขึ้นมาอีกว่าเราจะเอาเว็บไปไว้ที่ใหน ใช้ server อะไรดี ซึ่งมันก็วนเวียนอยู่แต่คำว่า server หลายๆ คนแยกไม่ออกว่าคำว่า server คืออะไรกันแน่ หรือบางคนปักใจว่า server คือ คอมพิวเตอร์ที่ให้บริการเว็บเพียงอย่างเดียวเลยก็มี ฉนั้นมารู้จัก server กันดีกว่า

server หากดูความหมายตรงๆ แล้ว หมายถึงผู้ให้บริการ ส่วนคำนิยามที่ดีที่สุดคงต้องถามวิกิพีเดีย หรืออาจจะหาข้อมูลจาก google เพิ่มเติมได้ โดยรายละเอียดของ Server สรุปได้ดังนี้

server คือเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่ให้บริการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง แก่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็นลูกข่าย ในระบบเครื่อข่าย ข้อความแบบนี้อาจจะงงอยู่บ้าง สรุปอีกครั้งนะครับ

Server ในทาง computer มี 3 ความหมายคือ

  • เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการอะไรบางอย่างแก่คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่น
  • ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการอะไรบางอย่างแก่คอมพิวเตอร์
    หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่น
  • โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการอะไรบางอย่างแก่คอมพิวเตอร์หรือ
    โปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่น

โดยปรกติแล้ว โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็น Server จะทำงานบนระบบปฏิบัติการ อาจจะเป็น Linux หรือ Windows หรือ Unix ก็ได้ ดังนั้นคำว่า server จึงมิได้หมายถึง คอมพิวเตอร์ เพียงอย่างเดียวแต่ยังหมายถึงระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อีกด้วย ตัวอย่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็น server ถ้าพูดถึงเราคงรู้จักกันดี แต่อาจจะไมรู้ว่าเรียกว่า server ก็เป็นไปได้ ยกตัวอย่างเป็นกลุ่มๆ ดังต่อไปนี้

Web server คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่ให้บริการเว็บ อาทิเช่น Apache web server
Mail server คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่ให้บริการ E-mail อาทิเช่น Postfix, qmail, courier
DNS server คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่ให้บริการโดเมนเนม อาทิเช่น bind9
Database server คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่ให้บริการ Database อาทิเช่น mysql, postgresql, DB2

สำหรับระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้เป็น server ได้แก่

Linux สำหรับ Linux Distribution ที่ได้รับความนิยมได้แก่ Debian Ubuntu Readhat Fedora etc.
Windows สำหรับ Windows ที่นิยมใช้เป็น server ได้แก่ Windows Server 2003
Unix สำหรับ Unix ถือเปนระบบปฏิบัติการที่เก่าแก่ระบบหนึ่ง ที่ยังใช้งานอยู่จนถึงทุกวันนี้ ได้แก่ BSD

ถ้าหากพูดถึง server ก็ต้องรู้ให้แน่ก่อนว่ากำลังพูดถึงอะไรอยู่ไม่อย่างนั้นอาจจะหลงแล้วคุยไม่ รู้เรื่องเอาได้ง่ายๆ ดังนั้นอาจสรุปคร่าวๆได้ดังนี้

* ถ้ามีคำถามว่าใช้อะไรเป็น server คำถามนี้มักหมายถึงระบบปฏิบัติการ
* ถ้าถามว่าใช้อะไรเป็น server อาทิเช่น Web server ก็หมายถึงโปรแกรมให้บริการ
* ถ้าถามว่าใช้ server ยี่ห้ออะไร โดยมากหมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็น server

โดยปกติแล้วเครื่องคอมพิวเตอร์เซอร์เวอร์หนึ่งเครื่องจะติดตั้งระบบ ปฏิบัติการที่ใช้เป็นเซอร์เวอร์ได้หนึ่งระบบ แต่สามารถลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการได้หลายชนิด เช่น ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องลง Linux Distribution Debian เป็นระบบปฏิบัติการ แล้วติดตั้ง Apache เป็นเว็บเซอร์เวอร์ ติดตั้ง Mysql เป็น Database server ติดตั้ง postfix เป็น mail server เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้จะทำงานพร้อมกันแต่ต่าง port กัน ถ้าอยากรู้ว่า port คืออะไรก้ต้องติดตามตอนต่อไปนะครับ

สนับสนุนบทความโดย ofebia

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

รีวิว Ipad Apple แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์

เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับ iPad Apple ที่จับเอา iPhone กับ Macbook มารวมร่างกันจนกลายเป็น iPad แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ ราคาไม่โหด เริ่มต้น 499 ดอลลาร์ ขายครั้งแรกเดือนมีนาคมที่สหรัฐฯ ส่วนประเทศอื่นรอหน้าร้อนนี้ได้สัมผัสแน่...

iPad มาพร้อมหน้าจอสัมผัส LED-backlit ขนาด 9.7 นิ้ว โปรเซสเซอร์ 1 GHz ความละเอียด 1024x768 หน่วยความจำตั้งแต่ 16 , 32 และ 64 GB แบตเตอรี่ Lithium Ion สามารถใช้งานติดต่อได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง ขนาดโดยรวม 9.56 x7.47x0.5 นิ้ว หนักราว 1.5 ปอนด์ (0.68 กิโลกรัม)

ลองมาดูคุณสมบัติเด่นของเจ้าตัวนี้กันครับ


Safari
ขนาดหน้าจอ Multi-Touch ใน iPad ช่วยให้คุณดูหน้าเว็บสดใสและข้อความคมชัด และตัวอักษรที่มองง่าย และที่สำคัญคุณยังสามารถสั่งการได้อย่างใจคิดด้วยนิ้วมือของคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการเปิด การย้าย ก็สามารถใช้ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีมุมมองภาพที่แสดงหน้าเปิดทั้งหมดในตารางเพื่อให้คุณได้อย่างรวดเร็วย้ายจากหน้าไปถัดไป.

Mails
ด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่ ทำให้การเช็คอีเมล์ทำได้ง่าย ด้วยนิ้วของคุณเอง

Photo
การแชร์รูปภาพแบ่งปันให้กับเพื่อนๆทำได้โดยง่าย สามารถจัดแบ่งหมวดหมู่ พร้อมโชว์รูปของคุณบนหน้าจอที่คมชัด และแน่นนอการจัดการก็ทำได้โดยนิ้วสัมผัส หมุน ขยาย ย่อ

iPod
ด้วยความจุที่มีให้เลือกมากมาย เสียงเพลงจึงพกติดตัวคุณไปได้ทุกที่ พร้อมลำโพงในตัวอีกด้วย หรือจะเป็นหูฟัง Bluetooth wireless

Youtube
เข้าถึงการใช้งานได้ง่าย รวมทั้งยังสามารถดูคลิปในแบบ HD ได้อย่างสบาย

Video
ด้วยจอภาพที่คมชัดและมีขนาดใหญ่ ทำให้คุณสามารถรับชมภาพยนตร์ในระบบ HD ได้อย่างสบาย สามารถสั่งการเพียงปลายนิ้วสัมผัส wide-screen และ full-screen

Maps
เปิดโลกกว้างในจอที่ใหญ่ คุณสามารถหาร้านค้าต่างๆ หรือร้านอาหารได้โดยง่าย

iBook
ย่อหอสมุดมาไว้ในมือคุณ ให้คุณได้อ่านหนังสือที่คุณชอบได้ทุกที่ หรือ ต้องการสั่งซื้อก็ทำได้โดยง่ายผ่านทาง Apps Store

iTunes
นอกจากจะเป็น iPod แล้ว ยังมี iTunes อยู่ในตัวอีกด้วย ทีนี้คุณก็สามารถจะเช่า หรือ ซื้อ เพลง ภาพยนตรื ที่คุณต้องการ ผ่าน iTunes Store

App
iPad ทำงานเกือบ 140,000 Apps จาก App Store. Everything from games to business apps and more. ทุกอย่างตั้งแต่เกมไปจนถึงปพลิเคชันทางธุรกิจ

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่จากค่าย Apple Inc. จะวางขายครั้งแรกในเดือนมีนาคม ที่สหรัฐอเมริกา สำหรับรุ่น WiFi เท่านั้น และมีกำหนดปล่อยตัวรุ่น WiFi + 3G ช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ สำหรับราคาที่วางขายในตลาดประเทศอื่น สตีฟ จอบส์ ยังไม่เปิดเผยขณะนี้ แต่จะประกาศภายในช่วงฤดูร้อนปี 2553 แน่นอน

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

hosting linux กับ windows ต่างกันยังไง?

หลายๆท่านมือใหม่ที่กำลังเลือกหา Host อยู่และต้องมาเจอกับ Hosting ที่มีทั้งประเภท linux และ windows จนให้ทำให้สับสนและไม่ทราบว่าเว็บเราเหมาะกับประเภทไหนวันนี้เรามีคำอธิบายการทำงานของทั้ง 2 ประเภทมาให้เปรียบเทียบกันครับ

Host Windowsข้อดีคือ
-เรื่องของการเซ็ตอัพครับที่ง่ายแสนง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของ MS-ใช้งานได้ ทั้ง ASP, ASP.NET, PHP, และอื่นๆ อีกเพียบ
-ฐานข้อมูลใช้ได้หลายตัว เช่น Access, MS SQL Server, MySQL และอื่นๆแล้วแต่จะติดตั้งลงไป
-ใช้ในการเขียนโปรแกรม VS.NET ได้อย่างลงตัว สะดวกสบายและงานเสร็จเร็วข้อเสีย
-เกือบทุกอย่างต้องใช้เงินซื้อทั้งหมด

Host Linuxข้อดีคือ
-ประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องของลิขสิทธ์ Software ต่างๆ ซึ่งเป็นระบบเปิด
-สามารถใช้ Webserver ที่สุดยอดอย่าง Apache ได้ Windows ก็ใช้ได้แต่ไม่ Work เท่า Linux
-การทำ MOD Rewrite นั้นแสนง่ายดายและไม่มีค่าใช้จ่าย
-หาหนังสืออ่านง่ายข้อเสีย
-คนที่หัดเล่นใหม่ๆอาจปวดหัวกับ Error ต่างๆ รวมถึงความสับสนในการติดตั้งเพื่อใช้งานบน Windows
-เนื่องจากเป็นระบบเปิด จึงทำให้มีผู้ไม่หวังดีโจมตีอยู่บ่อยครั้งส่วนในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเช่าHostนั้น

ราคา Host Linux จะถูกกว่าครับส่วนในเรื่องของความเร็วนั้นอยู่ที่ปัจจัยหลายอย่าง ค่าที่ออกมาเลยพอๆกันไม่แตกต่างในเรื่องความเสถียรภาพของระบบ เมื่อก่อน Windows เป็นรองครับ แต่ปัจจุบันนี้ ทำได้ดี สรุปคือพอๆกันส่วนจะเลือกตัวไหนนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้ สคริปตัวไหน ไป Run มากกว่าครับ

บทความดีจากคุณ starmark

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

เลือก Hosting ยังไงให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับ Web Hosting กันก่อนว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

เว็บโฮสติ้งคืออะไร?
พื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูล เช่น HTML,รูปภาพ หรือ โปรแกรมต่างๆ ไว้ที่ "เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) ซึ่งมีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตตลอดเวลา (24 ชั่วโมง/ 7 วัน) Web Hosting" ทำหน้าที่ ในการแผยแพร่เว็บเพจของเราออกสู่ internet ให้ผู้อื่นเข้าชมได้ โดย Web Hosting จะเชื่อมต่อกับ Internet ตลอดเวลาเพื่อให้บริการเมื่อมีการเรียก ข้อมูลของ Web Site ที่จัดเก็บอยู่ นอกจากนี้ยังให้บริการ การใช้งานอีเมล์ หรือ Script ต่างๆ เป็นต้น

ก่อนเลือก Web Hosting
ก่อนที่คุณจะเลือก Web Hosting คุณควรจะพิจารณาเว็บไซต์คุณก่อนว่าเว็บไซต์คุณเป็นแบบไหนเพื่อที่จะสามารถเลือก Hosting ได้ตรงกับความต้องการกับเว็บไซต์คุณ

Hosting ตั้งอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ
ให้คุณดูก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาที่เว็บของคุณคือใคร หากเป็นลูกค้าในประเทศ ก็ควรเลือก Hosting ที่ตั้งอยู่ในประเทศ เพราะเวลาลูกค้าคุณกดดูข้อมูลในเว็บไซต์คุณ ก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่า ไม่ต้องวิ่งไปหาข้อมูลที่ต่างประเทศ แต่หากลูกค้าคุณเป็นลูกค้าต่างประเทศ ก็ควรเลือก Hosting ที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ เพื่อการเข้าถึงของลูกค้าคุณจะได้รวดเร็วกว่าที่จะต้องเข้ามาดูข้อมูลที่เก็บไว้ที Hosting ในเมืองไทย

ขนาดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล ต้องพอเพียงกับข้อมูลของ Web Site ที่จัดทำ
ปกติพื้นที่ขนาด 5 MB ก็เพียงพอต่อการนำเว็บไซต์ทางธุรกิจทั่วไป ที่มี่ภาพและข้อมูล ยกเว้นแต่หากท่านจะมีข้อมูลเป็นจำนวนมากๆ เช่น ข้อมูลรูปภาพหรือไฟล์เอกสารต่างๆ ที่จะเปิดให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดได้หลายรายการ และแต่ละไฟล์มีขนาดใหญ่ ท่านอาจจะต้องพื้นที่เพิ่ม และบางแห่งจะนำ พื้นที่ๆเก็บ E-mail มานำไปคิดรวมกับพื้นที่ๆเก็บไฟล์ข้อมูลของเว็บไซต์คุณ ซึ่งอาจจะทำให้พื้นที่ของเว็บไซต์ท่านไม่เพียงพอต่อการใช้งานได้ เพราะจะต้องใช้ร่วมกับ E-mail ซึ่งต้องเช็กกับทางผู้ให้บริการ ก่อนตัดสินใจใช้ E-mail Box แยกออกจากพื้นที่เก็บไฟล์ข้อมูลเว็บหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่หากรวมกัน ท่านอาจจะต้องการพื้นที่ Host อย่างน้อย 15 MB เป็นอย่างต่ำ

จะมีการใช้เว็บโปรแกรมมิ่งไหมในเว็บของคุณ?
ถ้าหากเว็บไซต์คุณมีการใช้เว็บโปรแกรมมิ่งใน การทำเช่น เว็บบอร์ด, โปรแกรมส่งเมล์หาสมาชิก (Mailing List), หรือ โปรแกรมการเก็บฐานข้อมูล (Database) คุณควรจะเช็กกับทางผู้ให้บริการ Hosting ว่า Server ของเค้าเป็น OS อะไร ถ้าหากเป็น Windows ก็สามารถใช้กับ ภาษาในการเขียนโปรแกรมได้แก่ ASP, PHP, Perl ได้ แต่หากเป็น Unix ก็จะสามารถใช้ได้แค่ PHP, Perl เท่านั้น หรือบางท่านอาจจะต้องการใช้ระบบรักษาความปลอดภัย ก็อาจจะต้องใช้บริการ ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแบบ SSL (Secure Socket Layer) ซึ่งจะเหมาะกับเว็บไซต์ทีทำ E-Commerce

หลังจากรู้ว่าเว็บไซต์คุณต้องการอะไรแล้ว จากนั้นก็มาดูว่าการเลือก Hosting ที่ดีควรดูจากอะไรบ้าง?

1.ประสิทธิภาพของเครื่อง Server ที่มาใช้ Host
คุณควรจะเช็กก่อนว่าสเป็กของเครื่อง Server ที่จะมา Host ข้อมูลของคุณมีประสิทธิภาพอย่างไรบ้าง CPU, RAM หรือ Harddisk มีขนาดเท่าไร เพราะจะมีส่วนสำคัญในการทำงานและการให้บริการของ Server อย่างมาก ซึ่งหากคุณเลือกสเป็กเครื่อง Server ที่ต่ำอาจจะมีราคาถูกกว่า เครื่องสเป็กที่สูง แต่ประสิทธิภาพและความเร็วในการให้บริการก็จะลดลงด้วย

2.จำนวนลูกค้าต่อเครื่อง Server ที่ให้บริการ
ให้สอบถามไปยัง Hosting ที่ให้บริการว่ามีลูกค้ากี่คน ต่อเครื่อง Server ของเค้า 1 เครื่อง ซึ่ง Hosting ที่ดีจะต้องมีการกำหนดจำนวนลูกค้ากับการรองรับในให้บริการต่อ 1 Server ทั้งนี้เพื่อจะสามารถรองกรับการใช้งานของลูกค้าแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (จำนวนการรับลูกค้า ต่อเครื่อง Server ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่ประสิทธิภาพของเครื่อง Server)

3.ความเร็วในการรับส่งข้อมูล Web Hosting ที่ดีต้องมีความสามารถในการส่งข้อมูลได้รวดเร็ว
หาก Hosting ของท่านตั้งอยู่ที่ ISP ที่มีการเชื่อมท่อต่อต่อกับอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่แล้วละก็จะช่วยทำให้การรับ-ส่งข้อมูลจากเว็บไซต์ของท่านไปยังลูกค้าคุณได้เร็วยิ่งขึ้น

4.ระบบ Backup ข้อมูล Web Hosting ระบบ Backup ข้อมูล Web Hosting ที่ดีควรมีระบบสำรองข้อมูล(Backup) รายวัน เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจนข้อมูลของ Web Site สูญหาย โดยคุณสามารถเรียกข้อมูลที่ Back Up เอาไว้กลับมาให้บริการได้

5. ปริมาณข้อมูลที่รับ-ส่งได้ (Bandwidth)Hosting บางแห่งจะมีการจำกัดปริมาณข้อมูลที่มีการรับส่งเข้าออกจากเว็บไซต์ของคุณ โดยบางแห่งจะสามารถรับส่งได้ไม่จำกัด หรือบางแห่งอาจจะมีการกำหนดเอาไว้ เช่นต่อเดือน ปริมาณการรับส่งข้อมูลของเว็บไซต์คุณ 500 MBซึ่งหากเกิน ก็อาจจะมีการชาร์ตเงินเพิ่มต่อจำนวนข้อมูลที่มีการรับส่งเพิ่มมากขึ้น

6.จำนวน e-mail ที่สามารถใช้ได้ เช็กว่าพื้นที่ๆคุณเช่า เค้าจะมีบริการ E-mail ให้กี่ E-mail ให้แก่คุณโดยคุณสามารถกำหนดชื่อ E-mail ได้ตามที่คุณต้องการ

7.การ Support หรือการให้บริการหลังการขายการให้บริการหลังการขายถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ท่านควรจะเช็กก่อนว่าเวลาในการให้บริการของ Web Hosting ในการให้บริการตอบคำถาม หรือติดตามปัญหาต่างๆ รวดเร็วแค่ไหน มีบริการตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันไหม? (ส่วนใหญ่คนที่เลือกบริการ Hosting ต่างประเทศมักจะเจอปัญหาการติดต่อกับผู้ให้บริการลำบาก)

8.ราคาหรือค่าบริการ อัตราค่าบริการที่ Web Hosting เรียกเก็บเป็นรายเดือนจะขึ้นอยู่กับความสามารถและประสิทธิภาพของ Hosting ที่ต้องการ โดยราคาค่าบริการบางแห่ง มีค่าบริการหลัก 10 บาทไปจนถึง เป็นหมื่นต่อเดือน โดยทั่วไปผู้ให้บริการ Web Hosting จะมีบริการให้เลือกหลายรูปแบบ บางที่จะเรียกเก็บค่า Setup หรือค่าแรกเข้าเมื่อเริ่มใช้บริการ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงปัจจัยบางส่วนในการเลือก Hosting ในการเก็บรักษาข้อมูลของเว็บไซต์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจให้ดีตั้งแต่แรก เพราะหากมีปัญหาและท่านต้องย้าย Hosting จะเป็นเรื่องที่จะมีความยุ่งยากและซับซ้อนมาก ดังนี้ ใช้เวลาเลือกซักนิดก่อน จะได้ใช้ไปนานๆ ครับ

สนับสนุนบทความดีๆโดย http://www.pawoot.com

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

Blogger มืออาชีพ

เกริ่นหัวเรื่องซะเป็นทางการ โดยส่วนตัวก็ยังสนับสนุนให้ทุกการเขียนบทความของคุณเป็นสิ่งที่ออกมาจากคุณเองและเป็นธรรมชาติมากที่สุดสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องยืนยันให้เองโดยที่คุณไม่รู้ตัวว่าคุณเป็นมืออาชีพไปแล้ว แต่วันนี้จะมาแนะนำทริปและเทคนิคที่จะทำให้ Blog ของคุณให้เป็น Blog ที่ดีและดังแบบชั่วข้ามคืน!! ออกแนวโม้ไปเปล่าเนี่ย... เริ่มเลยละกันทั้งหมดก็ปาไป 20 กว่าข้อได้

1.เขียนเรื่องที่คุณรู้เขียนเรื่องราวและบทความให้ไปในทางเดียวกัน มันจะบอกให้ผู้ใช้รู้ว่าเราเป็น Blog ประเภทไหน
2. Update เรื่องที่คนส่วนใหญ่กำลังหามันอยู่เสมอ
3.หัวข้อที่แสดงใช้คำที่น่าสนใจให้มากๆจุดนี้จะทำให้ผู้ใช้สะดุด แล้วถ้าบังเอิญว่าหน้าเว็บดันไปติดหน้าแรกในกูเกิลแล้วละก็มันจะช่วยดึงดูดให้เขาคลิกตามเข้ามาอ่านแทนที่มองข้ามไป
4.เขียนเรื่องที่อยู่ในกระแสแต่เนื้อหาแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร คุณจะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการถูกนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่มีอยู่แล้วว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่จริงหรือใช่กว่า ชั่วข้ามคืนบางทีชื่อคุณอาจจะดังติดหูเหล่า Blogger ได้เลยทีเดียวสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้แรงมาก เพียงแต่ต้องมีไอเดียเจ๋งๆ เท่านั้นเป็นพอ
6.ตรวจแก้ให้ดีก่อนจะตีพิมพ์บันทึก อย่าทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะดุดจากคำผิดนี่บ่อยๆ
7.มีLink สนับสนุนเรื่องที่กำลังเขียนมีแหล่งข้อมูลที่ดีๆมาแบ่งปันให้อยู่เสมอ เมื่อพวกเขานึกถึงเนื้อหาที่เคยเจอในBlog เราเขาจะกลับมาหาเราก่อนเป็นอันดับแรก
8.บอกกับพวกเขาว่าเมื่อเขาเข้ามาที่ Blog จะได้สิ่งไหนกลับไปบ้าง
9. มีการตั้งคำถาม เพื่อที่จะได้รับการสอบถามเพิ่มเติมจากผู้คนที่เข้ามาอ่านบทความ
10. แชร์ข้อมูลที่ดีและแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ เนื้อหาที่เป็นเชิงให้ความรู้มีอยู่ทั่วไป แต่ผู้ใช้ก็ยังอยากได้ข้อมูลดีๆจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนมากกว่า เพราะฉะนั้น เมื่อผู้อ่านได้อ่านเจอเรื่องราว ในรูปแบบเช่นนี้แล้ว จะยิ่งชอบ และนับถือ อนุญาติให้พวกเขานำไปใช้ต่อได้แต่ขอให้ทำลิงค์กลับมาที่เรา หัวใจสำคัญของมันคือเพื่อจะแบ่งปันกับผู้อื่นง่ายที่สุด
11. สร้างให้การเกิดจินตนาการและนำไปใช้ได้ง่าย
12. เปรียบเทียบและวิเคราะห์สิ่งที่กำลังเผยแพร่โดยมีตัวอย่างที่เข้าใจได้ง่าย ผู้ใช้จะรู้สึกและเห็นภาพตามได้ง่าย
13.ใช้ภาษาที่ทุกคนเข้าใจได้ง่ายและเปิดเผยตัวตนอยู่เสมอ ในโลกอินเตอร์เน็ตผู้ใช้ทุกคนเท่ากันหมดภาษาที่ดูง่ายจะทำให้คนรู้สึกเหมือนได้คุยกับเจ้าของจริงๆไม่ได้คุยกับคอมพิวเตอร์ ยิ่งถ้าคุณมีพื้นฐานทางสังคมอยู่แน่นอนละว่าในโลกออนไลน์ไม่ว่าใครก็อยากได้ความรู้ดีๆที่มาจากคุณทั้งนั้นแหละ
14.สร้างแบรนด์ด้วยตัวคุณเองทุกอย่างที่เขียนควรจะมีความเป็นคุณอยู่ในนั้นเสมอ
15.เขียนแล้วต้องประกาศ เมื่อคุณมีอีเมล์ที่เป็นเพื่อนหรือแฟนประจำของคุณอย่าลืมที่บอกพวกเขาทุกครั้งที่มีบทความใหม่หรือมีประโยชน์ เมื่อมันดีเขาจะบอกต่อและทำการกระจายบทความให้กับคุณแทนในเวลาอันรวดเร็วซะด้วย การทำตลาดแบบปากต่อปาก ถือเป็นไวรัสชั้นเยี่ยมที่เหล่าBloggerโหยหาเลยล่ะ
16. ภาพเคลื่อนไหวหรือVDO จะทำให้น่าติดตามมากขึ้น
17.เขียนเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื้องหรือเป็นตอนๆก็ได้ ถ้ามันดีและน่าติดตามคุณจะได้แฟนประจำเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
18.ทุกคำถามจากพวกเขา ถ้าตอบได้ดีและจริงใจ ความน่าเชื่อถือและศรัทราจะตามมาเอง
19.เพื่อนของคุณ 1 คนเขาอาจจะมีเพื่อนหรือเครือข่ายทางอินเตอร์ที่พร้อมจะเปลี่ยนมาเป็นเพื่อนของคุณเองได้อยู่เสมอ
20. อย่าพยายามทำให้บทความดูเป็นการโฆษณาหรือกำลังยัดเยียดสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้กับพวกเขา ไม่
21.บอกถึงตัวเลขและสถิติ ที่ใช้ประกอบในบทความว่าพวกเขาจะไปใช้พวกมันได้จากที่ไหน
22.ทุกการ Update หรือกระจายข่าวสารให้ทุก Social Media ที่คุณมีอยู่อย่าง Twitter, Facebook, Youtobe มีลิงค์กลับมาที่ Blog ของคุณ
22.สุดท้ายทำให้เขาเชื่อว่าเราเป็นกูรูเรื่องนั้นจริงๆ

บทความที่เขียนนี้เน้นการนำไปปรับหรือเลือกใช้จริงบางอย่างเมื่อลองนำไปใช้อาจจะให้ผลดีบ้างไม่มากก็น้อย ลองดูครับ.. ขอให้มีความสุขกับการทำงาน

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

วิธีคิดราคาและความหมายของ CPM, CPA, CPC

หลายๆคนที่เป็นมือใหม่ในการทำ Google Adsense หรือเว็บอื่นๆที่ให้บริการ Affiliate หรือ Ad ปัจจุบันก็มีบริการนี้ออกมากมายคงจะต้องเจอกับคำพวกนี้แน่นอน วันนี้เลยขอนำเสนอถึงความหมายเฉพาะของคำย่อเหล่านี้ว่ามันหมายถึงอะไรกันบ้าง

1. CPM (Cost Per Impression) หรือ (Cost per Thousand, Cost Per Mille)
สำหรับคนลงโฆษณา เวลาที่เขาพูดถึง CPM เช่น CPM = $10 นั้นหมายถึง เมื่อคุณแสดง Ad ของเขาครบ 1000 ครั้ง เขาจะจ่ายเงินให้คุณ $10 หรือคิดง่ายๆก็คือ คุณจะได้เงิน $0.01 เวลา Ad ที่แสดงออกไป 1 ครั้ง (Cost per Impression) สำหรับ M หรือ Mille นั้นในภาษาลาตินหมายถึง 1000 ไม่ต้องงงว่าทำไมถึงใช้ตัวย่อว่า M บางครั้ง Adsense ก็จ่ายเราเป็น CPM เหมือนกัน


2. CPA (Cost Per Action)
ถ้ามองในมุมของคนลงโฆษณาละก็ CPA ดูเหมือนจะคุ้มที่สุด เพราะเขาไม่ต้องเสียเงินไปฟรีๆ เพื่อให้แสดง Ad เพียงอย่างเดียว เพราะว่า CPA จะจ่ายเงินต่อเมื่อมี Action หรือการกระทำอะไรสักอย่าง ตามแต่ที่คนลงโฆษณากำหนด เช่น กรอกแบบฟอร์ม, สมัครสมาชิก, ซื้อสินค้า ฯลฯ แล้วค่อยจ่ายเงินให้กับเรา
เช่น CPA = $10 เมื่อ User สมัครสมาชิก ก็หมายถึงเมื่อมีลูกค้าเห็น Ad แล้วคลิ๊กเข้ามา แล้วกรอกข้อมูลสมัครสมาชิก คุณก็จะได้ $10 (ถึงแม้ว่าคุณจะแสดง Ad เขาไปเป็นหมื่นๆครั้งแล้วก็ตาม)


3. CPC (Cost Per Click)
อันนี้ดูเราจะคุ้นเคยกันที่สุด ตรงตัวเลย จ่ายทุกๆครั้งที่มีการคลิ๊ก CPC = $0.10 ก็หมายถึง ทุกๆ 1 คลิ๊กดูโฆษณา เราได้เงิน $0.10 (ถ้าเป็นมุมมองคนลงโฆษณา ก็เสียเงิน $0.10 ทุกๆ 1 Click)


4. Impression
หมายถึงจำนวนครั้งที่เห็นโฆษณา 1000 Impression ก็หมายถึงคนเห็นโฆษณา 1000 ครั้ง ถ้า Cost per Impression ก็คือเอา CPM มาหารด้วย 1000


5. Lead
per Lead มีความหมายเหมือน per Action จ่ายเงินเมื่อคุณนำคนเขาไปทำตามที่คนลงโฆษณากำหนด เช่นกรอกแบบฟอร์ม กรอกที่อยู่ แต่บางทีอาจจะมีเงื่อนไขเพิ่มว่า ข้อมูลของลูกค้าที่เขาได้ไป ต้องผ่านการตรวจสอบว่าสามารถเป็นลูกค้าได้จริง (พวกสมัครบัตรเครดิตมักออกข้อกำหนดแบบนี้ เพื่อกรองให้ได้แต่ลูกค้าจริงๆ บางทีเราส่งลูกค้าไป 10 คน อาจจะผ่านได้เงินแค่คนเดียวก็เป็นไปได้)

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Matter Box




Matter Box เป็นกลยุทธ์สื่อสารการตลาดรูปแบบใหม่ ที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก และมีการพูดถึงกันมากที่สุดในขณะนี้ Matter Box เป็นการโฆษณาและการนำเสนอสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ โดยจะจัดส่งตรงถึงหน้าบ้านฟรี ความสำเร็จของ Matter Box วัดได้จากแค่เพียง 2 อาทิตย์หลังจากที่ทาง Website ของ Royal Mail ได้เปิดตัว Matter Box มีผู้สนใจลงทะเบียนขอรับ Matter Box กว่า 60,000 คนเลยทีเดียว ด้วยกระแสความนิยม และการบอกเล่าปากต่อปาก ทำให้ Matter Box ได้ถูกเขียนลง Web Blog , Website และอีกมากมายที่ถูก Upload ลงใน Youtube

Matter Box เป็นกล่องพัสดุที่ออกถูกออกแบบอย่างสวยงาม ภายในกล่องจะประกอบไปด้วยตัวอย่างสินค้าที่น่าสนใจ โดยบางอย่างมาในรูปแบบสินค้าขนาดทดลอง ของเล่น ของที่ระลึก และคำอธิบายสินค้าภายในกล่อง Matter Box เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทต่างๆ ที่ต้องการจะโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตนเอง โดยจะให้ทาง Royal Mail หรือไปรษณีย์ของประเทศอังกฤษ เป็นผู้ส่งกล่อง Matter Box โดยทางบริษัทจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง Matter Box ให้แก่ผู้ที่สนใจ และบริษัท Artomatic เป็นผู้ออกแบบกล่อง จัดพิมพ์กล่อง และรูปแบบโฆษณาบนตัวกล่อง


Matter Box นี้ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่จะทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น โดยทุกคนสามารถรับ Matter Box ได้ โดยลงทะเบียนผ่าน Website โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและข้อผูกพันใดๆ อีกทั้งยังสามารถยกเลิกการรับ Matter Box ได้ถ้าไม่พอใจอีกด้วย และได้มีการวางรูปแบบสำหรับในอนาคตไว้ด้วย โดยในอนาคตลูกค้าแต่ละคนจะได้รับตัวอย่างสินค้าภายในกล่องไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความสนใจของลูกค้าแต่ละคน ที่ได้ระบุไว้ในตอนที่ลงทะเบียนขอรับ Matter Box และบริษัทที่อยู่ในโครงการนี้สามารถระบุได้ว่าต้องการกลุ่มลูกค้ากลุ่มไหนในการแจกตัวอย่างสินค้าอีกด้วย


Source: Positioning Magazine ฉบับเดือน เม.ย. 52 โดย สุภานันต์ จึงนิจนิรันดร์

servertoday

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

10 กลยุทธ์การตลาดแบบงบจำกัด


ในยุคเศรษฐกิจหดตัว รายจ่ายต่างๆในการทำการตลาดก็ดูเหมือนจะต้องใช้อย่างจำกัดและให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด วันนี้เลยขอเสนอทริปเทคนิคการทำการตลาดต้นทุนต่ำแบบเนียนๆ เผื่อบางทีอาจจะเอามาประยุกต์กับลองใช้กับธุรกิจได้บ้าง
1. ในการส่ง “อินวอยซ์” (ใบส่งของหรือใบแจ้งรายการสินค้า) ให้ลูกค้า สามารถแนบใบปลิวที่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการใหม่ๆ เพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบ เป็นการอัพเดทข้อมูลและทำให้ลูกค้าเห็นว่าบริษัทมีพัฒนาการและความเคลื่อนไหว ไม่ย่ำอยู่กับที่ หากต้องการเพิ่มแรงดึงดูดใจลูกค้าก็อาจแนบคูปองไปด้วยให้ลูกค้านำมาแลกตัวอย่างสินค้าไปทดลองใช้

2. ระหว่างลูกค้ารอสายโทรศัพท์ แทนที่จะเปิดเพลงให้ฟัง เราสามารถหยิบฉวยเวลาสั้นๆ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการอื่น ๆ ที่มี เช่น บริษัทผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ก็เคยใช้วิธีทำให้ลูกค้าหลายคนทราบว่ามีบริการ ห้องจัดเลี้ยง ห้องประชุม ห้องสัมมนา ด้วย

3. ในใบเสร็จรับเงินที่ยื่นให้ลูกค้าทุกครั้ง ใช่ว่าจะต้องมีแต่รายการสินค้าและราคา แต่สามารถใช้พื้นที่อันน้อยนิดบนใบเสร็จรับเงินสอดแทรกข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการใหม่รวมถึงโปรโมชั่นพิเศษและข้อมูลอื่นๆ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ลูกค้าและกับบริษัทในภายหลังด้วย

4. อีเมลที่ติดต่อลูกค้าก็ใช้ประโยชน์ได้ นอกจากระบุชื่อ ตำแหน่ง ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขแฟ็กซ์ และเว็บไซต์ขององค์กรแล้ว สามารถเพิ่มข้อมูลระบุข้อความต่อท้าย เช่น ให้บริการระดับมืออาชีพ และมีกี่สาขาทั่วประเทศ เป็นต้น

5. จัดทำสติกเกอร์หรือป้ายติดรถแบบสวยเก๋ ข้อความเท่ ชนิดที่ใครเห็นก็อยากได้ไปติด เป็นการสื่อสารให้คนรู้จักและคุ้นเคยกับบริษัท ส่วนบริษัทที่มีบริการส่งของ อย่าให้พื้นที่ด้านข้างหรือหลังรถเสียประโยชน์ไป จัดการปิดสติกเกอร์ ใส่ชื่อบริษัท โลโก้ บริการ หมายเลขติดต่อ เว็บไซต์ ลงไป วิ่งไปทั่วเมืองก็เหมือนได้โฆษณาให้คนรู้จักไปด้วย

6. สมนาคุณลูกค้าขาประจำด้วยรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ลูกค้าที่ซื้อสินค้าหรือใช้บริการสม่ำเสมอ อาจทำแคมเปญสะสมแต้มเพื่อแลกของที่ระลึก ยิ่งถ้าของแจกโดนใจจะกลายเป็นตัวดึงดูดให้ลูกค้าเวียนกลับมาซื้อสินค้าเพื่อให้ได้ของแถม หรืออาจจะให้เป็นส่วนลดแทนก็ได้

7. เมื่อจัดส่งสินค้าให้ลูกค้า ให้สอดแค็ตตาล็อกสินค้าใหม่ หรือใบสั่งซื้อไปด้วย และสิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือการจัดส่งสินค้า ยิ่งเร็วเท่าไร ก็จะเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าเท่านั้น

8. อบรมพนักงานให้มีคุณสมบัติเปี่ยมด้วยความรักที่จะให้บริการ ต้องแม่นยำเกี่ยวกับข้อมูลของบริษัท ไม่ว่าจะติดต่อสอบถามในเรื่องใด พนักงานควรตอบได้ และถ้าลูกค้ามีปัญหาเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ พนักงานก็ควรจะเป็นหน้าด่านสำคัญช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างฉับไว ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีก

9. อิงการกุศลหรือกิจกรรมทางสังคมแบบที่เรียกว่า social marketing เช่นการเข้าไปสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ในด้านต่างๆ อย่างเช่นแบรนด์เครื่องสำอางค์ สนับสนุนกลุ่มต่อต้านการทารุณสัตว์ และเครือข่ายสิทธิมนุษย์ชน หรือ ค่ายโทรศัพท์มือถือแข่งกันช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม เป็นต้น ซึ่งนอกจากทำให้เป็นที่รู้จักยังเกิดภาพลักษณ์ที่ดีกับองค์กรด้วย

10. ทำแฟ้มข้อมูลลูกค้าเก็บไว้ วาระและโอกาสสำคัญ เช่น วันเกิด หรือเทศกาลต่าง ๆ ทำการ์ดส่งถึงลูกค้าเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราใส่ใจลูกค้า
จาก 10 ข้อข้างบนคิดว่าตอนนี้คงได้ไอเดียใหม่ๆกันบ้างแล้วละ ยังไงก็ลองปรับใช้กันดูครับ สุดท้ายนี้ก็ขอให้มีความสุขกับการทำงานครับผม

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Social Media กับอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค

ผลการวิจัยล่าสุดชี้ Social Media มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคมากขึ้น 7 ใน 10 คนใช้เป็นแหล่งหาข้อมูลก่อนตัดสินใจ แนะบริษัทหันมาวางแผนกลยุทธ์อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้ดำเนินธุรกิจออนไลน์ เพราะผู้บริโภคนิยมสนทนาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และยี่ห้อสินค้าในสังคมออนไลน์

ทุกวันนี้อาจกล่าวได้ว่า Social Media คือกระแสความนิยมอย่างกว้างขวาง และใน 2551 ที่ผ่านมา Social Media ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า Social Media ไม่ได้จำกัดวงอยู่เฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น แต่นักธุรกิจและมืออาชีพแขนงต่างๆ ได้หันไปใช้ Social Media มากขึ้น ทำให้ Social Media กลายมาเป็นสื่อในสังคมออนไลน์ที่มีอิทธิพลอย่างมาก จากรายงาน The Wave 3 Report ของ Universal Maccan แสดงว่า Social Media เป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อแบรนด์และ ภาพลักษณ์ขององค์กรธุรกิจอย่างมาก เพราะผู้ใช้สื่อ Social Media นิยมโพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และ แบรนด์ ผ่านบล็อก หรือ ในกลุ่มสังคมออนไลน์ของตน นอกจากนี้การวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้อินเตอร์เน็ต มีทัศนคติในเชิงบวกต่อบริษัทหรือองค์กรที่สร้างบล็อกเป็นของตนเอง


จากบรรดาสื่อต่างที่ใช้ในกลุ่มสังคมออนไลน์นั้นตามรายงานของ Universal McCann พบว่า วิดีโอออนไลน์ได้รับความนิยมเป็อันดับหนึ่ง โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้งานวิดีโอออนไลน์ถึง 394 ล้านราย ในขณะที่ 346 ล้านรายอ่านบล็อก 321 ล้านรายอ่านบล็อกส่วนบุคคล 307 ล้านรายเข้าเยี่ยมชมกลุ่มสังคมของเพื่อนฝูง และ 303 ล้านรายส่งต่อหรือแบ่งปันวิดีโอคลิปออนไลน์ พัฒนาการที่รวดเร็วของ Social Media ส่งผลให้การสร้างบล็อก การส่งต่อรูปภาพ หรือ วิดีโอคลิป เป็นเรื่องปกติ และ ทุกวันนี้ นักการเมือง บุคคลที่มีชื่อเสียง แบรนด์ต่างๆ หรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัวต่างก็มีกลุ่มหรือสื่อ Social Media ของตนเอง ด้วยเหตุนี้สื่อรุ่นเก่าจึงต้องเร่งปรับตัวและหันมาพึ่งใช้ Social Media เป็นช่องทางเสริมในการกระจายเนื้อหาหรือข่าวสารของตน เมื่อพิจารณาจากรายงาน 20 อันดับ Social Media ยอดฮิตของโลก ที่ ComScore ทำไว้ พบว่า Bloger ยังคงความเป็นผู้นำด้วยยอดผู้เข้าใช้ว่า 222 ล้านรายทั่วโลกในเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตามมาด้วย Facebook ที่ไล่มาติดๆ และแรงสุดๆ ด้วยจำนวนผู้ใช้ 200 ล้านราย ส่วนอันดับต่อมาคือ MySpace ด้วยยอดผู้ใช้ 126 ล้านราย Wordpress 114 ล้านราย Windows Live Spaces 87 ล้านราย ส่วนอันดับ 6-10 ได้แก่ Yahoo Geocities (69 ล้านราย) Flickr (64 ล้านราย) hi5 (58 ล้านราย) Orkut (46 ล้านราย) และ Six Apart (46 ล้านราย) ที่น่าแปลกใจก็คือตลาดเอเชีย เป็นตลาดที่มีการเติบโตของ Social Media สูงกว่าทวีปอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศจีน นั้นถือเป็นสังคมบล็อกเกอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยยอดผู้ใช้กว่า 42 ล้านราย มากกว่ายุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริการวมกันเสียอีก มร. แบรี่ เฮิร์ด จาก 123 Social Media.com เชื่อว่าปัจจัยที่ผลักดันให้ Social Media เติบโตอย่างรวดเร็วนั้นเป็นเพราะความง่ายในการเข้าถึงสื่ออินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ขณะเดียวกันก็ยังเป็นผลมาจาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้าน Social Media และเทคโนโลยีไร้สาย อาทิ โทรศัพท์เคลื่อนที่ PDAs หรือเครื่องเล่นเกมส์แบบพกพาต่างๆ ผลจากการศึกษายังพบด้วยว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเข้าร่วมในสังคมเครือข่ายโดยเฉลี่ย 3-5 เครือข่าย ดังนั้นนักธุรกิจรายใดที่คิดว่า “ธุรกิจของฉันไม่ได้เน้นด้านออนไลน์” อาจจะต้องคิดใหม่ เพราะ ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเกี่ยวข้องกับระบบออนไลน์หรือไม่ก็ตาม แต่ธุรกิจของคุณจะเกี่ยวพันกับเครือข่ายในสังคมออนไลน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะลูกค้าของคุณ คู่ค้าของคุณ แม้แต่เพื่อนฝูง หรือ คนในองค์กรของคุณได้เข้าไปมีบทบาทหรือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสังคมออนไลน์ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่การสนทนาในบางครั้งอาจจะโยงใยเข้ามาถึงธุรกิจของคุณได้ นั่นหมายถึงว่า บริษัทที่ไม่ได้พิจารณา หรือ ผนวก Social Media ไว้เป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ หรือ แผนการตลาดรวม กำลังเสียโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าไปอย่างน่าเสียดาย จากการวิจัยร่วมระหว่าง

OTX และ DEI Worldwide พบว่า จากความนิยมที่แพร่หลายของ Social Media นีเอง ทำให้ Social Media กลายมาเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญของผู้บริโภค โดยพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะข้อหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ หรือ สินค้ายี่ห้อต่างๆ จากเว็ปไซต์ Social Media ไปพร้อมๆ กับหาข้อมูลโดยตรงจากเว็ปไซต์ของบริษัทผู้ผลิต โดยผู้บริโภค 7 ใน 10 ราย จะเข้าไปหาข้อมูลในเว็ปไซต์ Social Media ต่างๆ อาทิ เว็ปบอร์ด กลุ่มชุมชนออนไลน์ หรือ บล็อกต่างๆ เพื่อหาข้อมูล นอกจากนี้ เถือบครึ่ง (49%) ของผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อจากข้อมูลที่ได้จาก Social Media เหล่านี้ ความนิยมของ Social Media ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อมาตรวัดความสำเร็จด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ของภาคธุรกิจอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่องค์กรธุรกิจต่างๆ จะหันมาให้ความสนใจกับ Social Media Marketing มากขึ้น โดยรายงานล่าสุดของ eMarketer ชี้ให้เห็นว่า บริษัทส่วนใหญ่ควรที่จะต้องเข้าไปมีบทบาท และ สื่อสารกับกลุ่มสังคมในชุมชนออนไลน์เป็นประจำ แน่นอนว่าในขณะนี้ บริษัทหลายๆ แห่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของ Social Media เพราะเล็งเห็นว่าเป็น Social Media เป็นเครื่องมือการตลาดที่ระหยัดแต่มีประสิทธิภาพในการขายและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และบริการของตนสู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่งบประมาณการตลาดค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ดี การทำการตลาดผ่าน Social Media ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้จะมีบริษัทหลายรายที่ประสบความสำเร็จ แต่ก็มีอีกหลายรายที่ล้มเหลว หรือกลายเป็นผู้ต้องหาของกลุ่มสังคมออนไลน์ไปเลยก็มี ตัวอย่างหนึ่งของบริษัทที่ประสบความสำเร็จ ใน การใช้ Social Media เห็นจะได้แก่ Blendtec ที่ทำคลิปวิดีโอซีรี่ส์ “Will It Blend” หรือ “ปั่นได้ไหม?” เข้าไปไว้ใน YouTube ดำเนินเรื่องโดย มร. ทอม ดิกสัน CEO ของ Blendtec ที่พยายามจะนำทุกอย่างเข้าเครื่องปั่นของเขา รวมถึง iPhone มือถือยอดฮิต เพื่อพิสูจน์ว่า “ปั่นได้ไหม?” ผลที่ตามมาคือ วิดีโอชุดนี้กลายเป็น สื่อการตลาดต้นทุนต่ำ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในโลกออนไลน์ และส่งผลให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นไปถึงห้าเท่าตัว


อึกตัวอย่างที่น่าสนใจคือกรณีของ IBM ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้าจับกระแส Social Media ฟีเว่อร์ได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ แทนที่ IBM จะสร้างบล็อกขึ้นมาเพียงหนึ่งบล็อกเหมือนบริษัททัวไป IBM กลับสร้างเครือข่ายของบล็อกขึ้นโดยเปิดโอกาสให้พนักงานของตน ที่ต่างก็เป็นยอดฝีมือในแวดวงคอมพิวเตอร์ สร้างบล็อกของตัวเองขึ้นมา เขียนเล่าถึงประสบการณ์ ถึงงานที่กำลังทำ หรือเรื่องอะไรก็ได้ตามใจชอบ ผลที่ตามมาคือบล็อก IBMer ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยง IBM เข้ากับกลุ่มลูกค้า อีกทั้งยังเป็นเครื่องแสดงเจตนารมณ์ที่บริษัทมีต่ออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ได้เป็นอย่างดี
“ถึงแม้ Social Media จะเป็นสื่อยอดนิยม แต่ต้องไม่ลืมว่า Social Media Marketing ยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ และ เป็นเรื่องที่นักการตลาดยังต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

7เคล็ดลับการทำการตลาดผ่าน Viral Marketing

เบื้องหลังความสำเร็จของ HotMail, ICQ หรือแม้แต่สินค้าชั้นนำต่างๆ ส่วนหนึ่งก็มาจากการทำ Viral Marketing ซึ่งการทำการตลาดในแบบนี้ได้สร้างการเติบโตทั้งในเรื่องแบรนด์สินค้า และยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องออกแรงมาก เพียงแต่ต้องมีไอเดียเจ๋งๆ เท่านั้นเป็นพอ Viral Marketing หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการทำตลาดแบบปากต่อปาก (Word-of-Mouth Marketing) ถือว่าเป็นการทำตลาดที่เจ๋งสุดๆ ในยุคนี้ ลองคิดดู...แทนที่คุณจะต้องจ่ายเงินมหาศาลไปกับการซื้อโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ โฆษณาทางทีวี หรือแม้แต่การทำโฆษณาแบนเนอร์ (Banner Ads) บนเว็บไซต์ แต่ด้วยศักยภาพของ Viral Marketing คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสักแดงเดียวเพื่อลงโฆษณาบนสื่อเหล่านั้น แต่แค่ปล่อยให้บรรดาแฟนคลับที่ชื่นชมสินค้า หรือติดตามความเคลื่อนไหวของคุณอยู่แล้วทำงานให้กับคุณแทน

การทำตลาดแบบ Viral Marketing จะทำให้แคมเปญการตลาดของคุณมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีด้วยตัวของมันเอง แล้วหลังจากนั้นก็จะเริ่มลุกลามไปเรื่อยๆ เหมือนกับไวรัส ด้วยการที่คุณส่งแคมเปญการตลาดที่สุดแสนจะฮา ขำ กลิ้ง หรือไม่ก็น่าสนใจสุดๆ ต่อไปให้กับเพื่อนๆ ในลิสต์รายชื่ออีเมลของคุณเพื่อให้ได้ร่วมดื่มด่ำกับสารพัดอารมณ์ที่คุณได้รับต่อๆ กันไป และเมื่อเกิดการส่งต่อๆ กันไปมากขึ้นก็จะเริ่มมีคนเรียกร้องต้องการรับชมแคมเปญโฆษณานั้นที่คุณสร้างขึ้นมา เพื่อจะได้รู้ว่ามันเจ๋งแค่ไหน เป็นอย่างที่เสียงลือ เสียงเล่าอ้างที่ใครๆ กล่าวขวัญกันถึงหรือเปล่า ซึ่งเมื่อพวกเขาได้รับชม ได้สัมผัสแล้ว ก็จะส่งต่อๆ ไปยังคนอื่นๆ อีก ทำให้แคมเปญการตลาดที่คุณสร้างขึ้นมานั้นถูกกระจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

เห็นไหมล่ะว่า Viral Marketing มีพลังมากแค่ไหน พลังของมันเรียกได้ว่าไร้ขอบเขตเกินพิกัด ซึ่งถ้าคุณใช้การทำโฆษณาด้วยช่องทางปกติอย่างที่เคยๆ ทำมาก็อาจจะได้รับผลตอบรับ หรือมีคนคลิกเข้ามาดูโฆษณานั้นแค่ 500-1,000 ครั้งเท่านั้น ซึ่งผลตอบรับระดับนี้ก็ถือว่าเยี่ยมมากแล้ว แต่ถ้าทำการตลาดด้วยวิธีใหม่อย่าง Viral Marketing คุณจะพบว่าโฆษณาสุดเจ๋งที่คุณคิดขึ้นมาจะมีการส่งต่อ และมีผู้เปิดดูโฆษณานั้นมากกว่านี้หลายเท่าตัว ในเวลาอันรวดเร็วซะด้วย
แต่จะทำอย่างไร?

นี่เป็นเคล็ดลับที่ใช้กันส่วนใหญ่ในการทำ Viral Marketing
1.ทำให้คนดูรู้สึกอะไรบางอย่าง
เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดก็คือ การสร้างให้โฆษณาชิ้นนั้นมีการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจน รุนแรง การนำเสนอจะต้องให้ผู้ชมสามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้เป็นคำพูด สามารถตัดสินสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาได้ว่าต้องการสื่ออารมณ์แบบไหนออกมา
โฆษณาของคุณอาจจะทำให้คนรู้สึกรักหรือเกลียด มีความสุข หรือกำลังโกรธอย่างไร้เหตุผล ไร้สาระ งี่เง่า หรือว่าดูฉลาดหลักแหลมอัจฉริยะเหลือหลาย น่าสงสาร น่าเวทนา หรือให้ความรู้สึกน่าเกลียด เห็นแก่ตัว แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณต้องการให้คนดูได้รู้สึกไปกับโฆษณาของคุณก็คือความรู้สึกตื่นเต้นที่ถูกสูบฉีดขึ้นมาในกระแสเลือด เมื่อได้รับชมโฆษณา
อย่าลืมว่าสิ่งที่คุณทำขึ้นมา โฆษณาที่พยายามคิดค้นขึ้นมาไม่ได้ทำขึ้นเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ แต่จงพยายามทำให้เป็นกลางที่สุด สามารถเข้าถึงได้หลายกลุ่มเป้าหมาย หรือทำให้มีคนที่ไม่เห็นด้วย ไม่ชอบกับสิ่งที่คุณนำเสนอน้อยที่สุด เพราะการทำการตลาดแบบ Viral Marketing นั้น เป็นการทำการตลาดที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ของผู้ชม 100%

2.ทำบางอย่างที่เหนือความคาดหมาย
ถ้าคุณต้องการให้คนสนใจแคมเปญการตลาดของคุณ ก็จะต้องทำอะไรบางสิ่งที่ให้ดูแตกต่าง บางสิ่งที่เหนือกว่าความคาดหมาย ลืมไปได้เลยว่าคุณกำลังจะโปรโมตสินค้าให้ดูยอดเยี่ยมแค่ไหน เพราะทุกคนคิดอย่างนี้อยู่แล้ว และจงลืมไปด้วยว่าคุณจะทำให้มันดูเจ๋งสุดๆ ไปได้เลย เพราะว่าทุกๆ คนก็คิดทำสิ่งเหล่านี้อยู่เหมือนกัน แต่คุณควรจะคิดในสิ่งที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ไม่ใช่สิ่งที่ธรรมดาๆ ที่พบเห็นกันทั่วไป ไม่ใช่แนวทางเดิมๆ ที่ใครๆ ก็คิดกัน ลองกลับมุมมองแล้วคิดให้แตกต่างไปจากสิ่งเดิมๆ ที่เคยเห็น ที่เคยเป็น ถึงแม้ว่าผู้ชายจะไม่สามารถคลอดลูกได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย แต่ในขณะเดียวกันไอเดียพวกนี้ก็ทรงประสิทธิภาพมากๆ เมื่อนำมาใช้กับการทำโฆษณาแบบ Viral Advertisements และเหนือสิ่งอื่นใด ไม่เคยมีใครหลับหูหลับตาเลียนแบบคนอื่นอย่างไม่ลืมหูลืมตากันหรอก เพราะมันดูไม่มีกึ๋นเอาซะเลย

3.อย่าพยายามทำให้ดูเป็นการโฆษณา
ความผิดพลาดอย่างมหันต์อย่างที่ไม่น่าให้อภัยในการทำแคมเปญโฆษณาแบบ Viral Marketing ก็คือ คุณคิดว่าจะทำให้มันเป็นแค่โฆษณาที่มีคนแชร์กันดูและส่งต่อๆ กันไป ขอบอกว่าคุณคิดผิดอย่างถนัด เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แม้ว่าการทำโฆษณาในแบบดั้งเดิมจะเป็นแค่การโปรโมตสินค้าอะไรสักอย่างที่คุณต้องการจะโฆษณา โชว์ให้เห็นว่ามันดีอย่างไร แล้วก็นำสินค้าตัวนั้นไปวางหน้าร้านหรือไม่ก็กลางเวที ดูๆ ไปแล้วก็แสนจะเชย เป็นรูปแบบเดิมๆ ที่ใช้กันมานานจนคร่ำครึ ซึ่งส่วนใหญ่โฆษณาแบบดั้งเดิมพวกนี้ก็จะใช้ซูเปอร์สตาร์ ดาราหนัง นางแบบมาเป็นคนแสดงโฆษณาทั้งนั้น แต่พระเจ้าช่วย คุณเดาอะไรได้อย่างหนึ่งไหม? ไม่มีใครสนใจสินค้าของคุณหรอก ใครๆ เขาก็จ้องดารากันทั้งนั้นแหละ Viral Marketing คือการนำเสนอเรื่องราวที่ดีๆ ดูอย่าง BMW ตอนที่ทำหนังโฆษณาของ BMW ออกมา หัวใจหลักของหนังโฆษณาไม่ได้เกี่ยวกับรถเลย แต่เป็นเรื่องราว ซึ่งก็เป็นโฆษณาที่ดูเยี่ยมยอดทีเดียว หรืออย่าง Sony ที่ทำโฆษณาทีวี Bravia ออกมา แม้จะเป็นสินค้าที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน แต่ก็ไม่มีใครที่จะจำมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเทรนด์ใหม่ของการทำโฆษณาไม่จำเป็นต้องใช้ตัวสินค้าเป็นเครื่องมือในการนำเสนอเสมอไป เพราะฉะนั้นจงลืมอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นตัวคุณ สินค้าของคุณ หรือแม้แต่บริษัทของคุณ แต่จงมุ่งเป้าให้ความสนใจไปที่การสร้างสรรค์เรื่องราวที่ดีและน่าสนใจ แน่นอนว่าคุณสามารถนำสินค้าเข้าไปผสมผสานร่วมกันได้ แต่ต้องไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวใจหลักของการคิดเรื่องราวเพื่อทำโฆษณา

4. มีเรื่องราวที่ต่อเนื่อง
ถ้าคนที่เพิ่งจะเคยเห็นแคมเปญโฆษณาของคุณ พวกเขาก็จะคิดว่ามันน่าสนใจดี เหนือความคาดหมาย และแน่นอนว่าอารมณ์ของคนดูจะฉีดพุ่งขึ้นไปอีกระดับ เพราะมันมีการลุ้นให้ติดตามตอนต่อไป ซึ่งคุณเองก็ควรจะเอาใจใส่ที่จะทำโฆษณาตอนต่อไปออกมาเรื่อยๆ เพื่อให้มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง แล้วตอนนี้คุณทำอะไรอยู่? ถ้าคุณชอบที่จะทำเหมือนกับบริษัททั่วๆ ไป คุณก็คงจะทำอะไรที่ดูธรรมดา ไม่มีอะไรที่น่าสนใจ น่าดึงดูด ซึ่งนั่นเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงทีเดียว เมื่อคุณทำให้คนดูสนใจ อยากติดตามหนังที่คุณสร้างขึ้นมาแล้วก็ต้องเอาใจใส่ดูแลทำออกมาให้ดี ไม่ใช่แค่ทำๆ ออกมาให้มันจบๆ ไป แต่หนังที่สร้างมันต้องมีเรื่องราวที่ดี น่าติดตามด้วย ซึ่งทางหนึ่งที่คุณจะทำได้ก็คือ การทำให้มากกว่าหนังปกติ มีภาคต่อเนื่อง ซึ่งก็ทำได้หลายแบบ เช่น
- ทำให้เป็นหนังที่ดูพิเศษกว่าปกติ มีคอนเซ็ปต์ที่คิดขึ้นมาเป็นรายแรก เหมือนกับหนังฟิล์มของ BMW และ Nissan ที่ทำขึ้นมา
- นำเสนอในแนวของเบื้องหลังการถ่ายทำ
- ให้คนดูจับผิด หรือหาจุดที่คนทำหนังปล่อยไก่ออกมา ให้ดูคล้ายๆ กับเป็นภาพหลุด
- สร้าง Blog เกี่ยวกับขั้นตอนการถ่ายทำ เหมือนกับที่ Nissan ทำมาแล้ว
- เนื้อหามีความพิเศษ ดึงดูดใจ
- หรือจะนำเสนอทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็ไม่ว่ากัน
ที่สำคัญ อย่าสร้างหนังโฆษณาที่ปล่อยให้คนดูยืนดูเฉยๆ โดยที่ไม่ได้อะไรกลับไป แล้วก็อย่าลืมนับถอยหลังวันที่จะเผยแพร่โฆษณาชิ้นนั้น เช่น ภาพยนตร์ภาคต่อไปจะฉายในทุกๆ 2 สัปดาห์ เป็นต้น

5. เปิดให้แชร์ ดาวน์โหลด และเอาไปโชว์บนเว็บไซต์อื่นๆ ได้
การแชร์ คือหัวใจของการทำ Viral Marketing เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพยายามรังสรรค์ขึ้นมานั้นจะต้องทำให้แคมเปญโฆษณาชิ้นนั้นส่งต่อๆ กันไป เพื่อแบ่งปันกับผู้อื่นง่ายที่สุด นั่นหมายความว่า คุณต้องอนุญาตให้ผู้ชมทำสิ่งเหล่านี้ได้ นั่นคือ
- ดาวน์โหลดคอนเท็นต์ในรูปแบบไฟล์ทั่วๆ ไปที่ใช้กัน เช่น ไฟล์รูปภาพในรูปแบบของ JPG, ไฟล์วิดีโอในรูปแบบของ MPG เป็นต้น
- ต้องทำให้คนดูสามารถนำคอนเท็นต์ที่คุณสร้างขึ้นมาไปโพสต์บนเว็บไซต์ของเขาได้ ซึ่งขนาดของไฟล์ก็มีความสำคัญ เพราะถ้าใหญ่เกินไปก็ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำไม่สามารถเปิดดูผ่านออนไลน์ได้
- ยอมให้ส่งต่อไปยังเพื่อนหรือผู้อื่น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะส่งเป็นลิงก์ไปให้ หรือจะให้ส่งคอนเท็นต์นั้นไปยังผู้อื่นโดยตรงก็ได้
- นำไปโพสต์ไว้หลายๆ เว็บไซต์ เช่น Digg.com, YouTube.com เป็นต้น
- อนุญาตให้ผู้ชม Add เว็บไซต์นั้นเข้าไปใน Bookmark ของเขาเอง
Note : คุณสามารถทำให้ง่ายขึ้นได้ ด้วยการสร้างไอคอน “share me”, “dig this” หรืออะไรก็แล้วแต่ให้ผู้ชมรู้ว่าเป็นการส่งไปต่อไปยังคนอื่นขึ้นมา

6.สร้างความสัมพันธ์ด้วยความคิดเห็น
ส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของการทำ Viral Marketing คือการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชม จงจำไว้ว่าเมื่อคุณได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ชม พวกเขาก็จะเริ่มตื่นเต้น และแน่นอนว่าต้องมีการพูดคุยกัน วิจารณ์สิ่งที่ได้ชมในเรื่องเดียวกัน ซึ่งความคิดเห็นต่างๆ เป็นสิ่งที่มีพลังอย่างมาก ยิ่งมีคนพูดถึงมากเท่าไร ย่อมหมายถึงมีคนให้ความสนใจมากเท่านั้นจงทำให้แคมเปญโฆษณาแบบ Viral Marketing ของคุณเข้าไปอยู่ในใจของคนดู ด้วยการสร้างอารมณ์ของเนื้อเรื่องให้มีความชัดเจน มีความน่าจดจำ ตราตรึงติดอยู่ในสมอง ในจิตใจของคนดู นั่นหมายความว่าคุณต้องทำให้คนดูชอบโฆษณานั้นจริงๆ จังๆ หรือไม่ก็ทำให้คนรู้สึกแย่มากๆ จะได้พูดถึงกันไปปากต่อปาก กระจายข่าวกันอย่างรวดเร็ว ซึ่งคุณจะต้องทำใจยอมรับความคิดเห็นทั้งดีและไม่ดีที่จะเกิดขึ้น และจะต้องต้อนรับทุกความคิดเห็นที่เข้ามา แต่ในเวลาเดียวกัน คุณก็ต้องศึกษา คาดการณ์ล่วงหน้า และตั้งรับกับสงครามการต่อต้านจากผู้ชม รวมทั้งคู่แข่งของคุณด้วยจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นความผิดบาปอะไรนักหนาถ้าคุณจะลบความคิดเห็นของคนที่ตั้งใจเข้ามาโจมตีคุณทิ้งไปบ้าง แต่ในขณะเดียวกันคุณจะผิดและบาปอย่างมากถ้าคุณลบความคิดเห็นของคนที่แค่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำ หรือมีความคิดในทางด้านลบกับโฆษณาของคุณที่สร้างขึ้นมา การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้นหมายถึงการส่งความคิดเห็นกลับมา ดังนั้นอย่าใส่ความคิดเห็นลงไปถ้าคุณไม่ต้องการที่จะให้ใครมาสร้างสัมพันธ์กับตัวคุณ

7.อย่าจำกัดการเข้าชมเด็ดขาด
Viral Marketing เป็นการสร้างแคมเปญการตลาดที่ทำให้มันมีชีวิตด้วยตัวเอง เหมือนกับการทำงานของไวรัส ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่า Viral เป็นคำ Adjective มีความหมายว่า เกี่ยวกับ หรือเกิดจากเชื้อไวรัส (Virus) ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่รูปแบบการทำงานในแบบ Viral Marketing จะเหมือนกับไวรัสที่ต้องการอิสระ เพื่อส่งต่อไปยังผู้อื่นได้ง่ายๆ เพียงแต่ไม่มีอันตราย หรือน่ารังเกียจเหมือนกับไวรัสเท่านั้นเอง
ดังนั้นเพื่อให้การเข้าชมเป็นไปอย่างไร้ขอบเขต ไม่ถูกจำกัด จึงต้อง
- อย่าให้ผู้ชมลงทะเบียน
- ไม่ต้องสมัครสมาชิก
- ไม่ต้องดาวน์โหลดด้วยซอฟต์แวร์พิเศษ
- ไม่มีการล็อกรหัส
- ไม่ต้องทำอะไรก็ตามเพื่อให้ได้ลิงก์โฆษณาที่ถูกต้องมา
การทำโฆษณาแบบ Viral Marketing นั้น ไม่ต้องการให้งานโฆษณาดูลึกลับ หรือถูกเก็บเป็นความลับ แต่ต้องการให้ทุกคนได้เห็นได้รับชมกันอย่างถ้วนหน้า